ขึ้นห้างดูช้างที่ทองผาภูมิ
ReadyPlanet.com
dot
Licence No.11 / 07385
dot
ล่องแพกาญจนบุรี
dot
รับข่าวสาร

dot
bulletอัลบั้มภาพ




ขึ้นห้างดูช้าง article

   เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก กับ     

เจ.ทราเวล เซอร์วิส ( กาญจนบุรี ) 

บริษัทท่องเที่ยวของคนเมืองกาญจน์

034-513455 หรือ 081-8580228

 


  

 ทองผาภูมิเมืองแห่งขุนเขาและม่านหมอก

 

 
  
   ถ้าจะถามคำถาม(กวน Teen)ว่าจังหวัดอะไรเอ่ย รวยที่สุดในเมืองไทย?? หลายคนคงนึกถึงเพชรบุรี ส่วนบางคนอาจนึกถึง เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร อ่างทอง เป็นต้น

     แต่ถ้าจะถามคำถาม(กวน Teen)อีกครั้งว่า อำเภออะไรเอ่ย รวยที่สุดในเมืองไทย?? หลายคนอาจนึกไม่ออก ส่วนผมเท่าที่นึกได้ตอนนี้ก็คือ “อำเภอทองผาภูมิ” จังหวัดกาญจนบุรี เนื่องเพราะชื่ออำเภอนี้มันมี "ทอง"(ผาภูมิ)ประทับอยู่นั่นเอง(ในขณะที่ถ้ายึดถือตามข่าว อ.สังขละบุรีที่อยู่ติดกัน น่าจะเป็นอำเภอที่รวยที่สุด เนื่องจากเคยมีข่าวว่าที่ถ้ำลิเจีย(อาจ)มีสมบัติทหารญี่ปุ่นฝังอยู่ถึงขนาดนายโกโบริน(สส.สากจอมประท้วง) เคยลงทุนไปไล่ล่าขุดหาสมบัติที่นั่นจนเป็นข่าวดังเกรียวกราวไปทั่ว)

     ทว่าในความเป็นจริงนั้นทองผาภูมิก็เคยได้ชื่อว่าอำเภอเคยรวย เพราะที่นี่เคยเป็นแหล่งเหมืองแร่ขึ้นชื่อของเมืองไทย(เหมืองปิล๊อก) ครั้นมาวันนี้หากจะถามหาความรุ่มรวยของอำเภอทองผาภูมิ ที่นี่ก็น่าจะได้ชื่อว่าเป็นอำเภอที่รุ่มรวยภูเขามากเป็นอันดับต้นๆของเมืองไทย

     สำหรับผมร้างลาจากการไปเยือนทองผาภูมิแบบจริงๆจังๆมาหลายปีดีดัก มีบ้างก็เพียงไปแวะให้อยากแล้วจากไปสู่อำเภอสังขละบุรี แต่ในช่วงปลายฝนต้นหนาวปีนี้ ผมเลือกที่จะกลับไปรำลึกความหลังที่ทองผาภูมิอีกครั้งหนึ่ง

     ทองผาภูมิวันนี้กับเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วสมัยผมไปทำค่ายอาสา(ที่บ้านโบอ่อง) ดูจะไม่แตกต่างกันเท่าไรนัก เป็นอำเภอที่มีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพค่อนข้างน้อย ขณะที่มลพิษจากภาคธุรกิจท่องเที่ยวก็ดูจะกล้ำกรายมาไม่ถึง ทองผาภูมิวันนี้จึงยังคงสงบงามและท่องเที่ยวสำหรับผู้ชื่นชอบในธรรมชาติ ความเรียบง่าย และความสงบงาม ส่วนใครที่อยากสัมผัสกับความพลุกพล่านแสงสีทองผาภูมิไม่มีให้(เชิญไปเที่ยวที่อื่นดีกว่า)

      แต่เห็นสงบๆอย่างนี้เถอะ ทองผาภูมิวันนี้กลับมี“ห้าง”อยู่ร่วมๆ 10 ห้างเห็นจะได้ แต่ประทานโทษไม่ใช่ห้างสรรพสินค้านะ แต่เป็นห้างส่องสัตว์ที่ชาวบ้าน“บ้านปากปิล๊อก” (ต.ห้วยเขย่ง) เขาสร้างเอาไว้สำหรับส่อง“ช้างป่า”ที่ลงมากินพืชไร่ของเขาน่ะ

 


     
 จากเขตหากินของช้างป่าถูกปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่ปลูกพืชไร่ 

 

 

 

     เหตุที่ช้างป่าลงมากินพืชไร่ของชาวบ้านนั้น แน่นอนว่ามาจากการที่ช้างมัน“หิว”เป็นสำคัญ แต่ว่าทำไมช้างป่ามันถึงต้องเลือกมากินพืชไร่ของชาวบ้านที่นี่ด้วย ซึ่งจากการขุดรากไล่โคนไปหายังต้นเหตุนั้น ผมพบว่านี่เป็นผลพวงอันเกิดมาจากความชุ่ยของภาครัฐอีกหนึ่งโครงการ แถมยังเป็นวิถีทางของการเมืองเก่าเสียด้วยสิ

      เรื่องนี้ผมขอนำคำบอกเล่าของชาวบ้านและประสบการณ์ที่เคยสัมผัสมาสรุปพอสังเขปว่า เดิมนั้นชาวบ้านล่าง(คนที่อยู่พื้นที่ต่ำ)ส่วนหนึ่งในทองผาภูมิและสังขละบุรี 2 อำเภอที่มีป่าไม้มากมาย ต่างก็ใช้ชีวิตทำการเกษตร ทำสวน ทำไร่ ทำนา หาของป่า เหมือนชาวบ้านป่าทั่วไป แต่จู่ๆวันหนึ่งรัฐมาประกาศตูม!!! ว่าจะสร้างเขื่อนเขาแหลม การอพยพชาวบ้านในพื้นที่สร้างเขื่อนออกจากพื้นที่จึงเกิดขึ้น พร้อมคำมั่นของรัฐว่า จะจัดสรรที่อยู่ ที่ทำกิน และเงินชดเชยให้ (แต่มีชาวบ้านส่วนหนึ่งยังคงใช้ชีวิตอยู่ในเขื่อนอย่างบ้านโบอ่องที่ผมไปทำค่ายอาสา)

     ทว่าสภาพการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะหลังสร้างเขื่อนเสร็จภาครัฐที่ปากบอกว่าจะดูแลชาวบ้าน(ผู้เดือดร้อน) กลับปล่อยพวกเขาไปตามยถากรรม หลายบ้านไม่ได้รับค่าเวนคืนและการจัดสรรที่ดินทำกินอย่างเป็นธรรม จนชาวบ้านผู้เดือดร้อนต้องมาประท้วงเรียกร้องหาความชอบธรรมเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว

     ชาวบ้านใช้เวลาต่อสู้กับรัฐอยู่หลายปี จนมาวันนี้พวกเขาได้รับการจัดสรรที่อยู่และที่ดินทำกินกันตามอัตภาพในบางพื้นที่ของทองผาภูมิ

     เรื่องดูเหมือนจะจบแต่ไม่จบ เพราะปรากฏว่าผืนป่าที่รัฐจัดสรรให้ชาวบ้านทำกินนั้น บางพื้นที่เป็นเขตหากินตามธรรมชาติของช้างป่ามาตั้งแต่ไหนแต่ไร(นี่ไงที่ว่าเป็นความชุ่ยของมัน) ขณะที่ผืนแผ่นดินแถบนั้นก็สามารถเพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยวได้ไม่กี่ชนิด อาทิ มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด

          ครั้นเมื่อชาวบ้าน“คนนอก”มาแผ้วถางทำไร่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว “เจ้าของพื้นที่”อย่างช้างป่านักกินจุ ซึ่งไม่ว่าคนจะบุกรุกแค่ไหนมันก็ยากที่จะเปลี่ยนแนวเขตการออกหากินของมันได้ ยิ่งมาวันหนึ่งมีพืชผลที่ชาวบ้านปลูกอย่าง อ้อย มันสำปะหลัง และข้าวโพด เดินทางมาเข้าปากช้างถึงที่ก็ยิ่งเข้าทางของเจ้าช้างป่ามากขึ้น

          ด้านชาวบ้านนั้น เมื่อมาเจออีแบบนี้ บอกได้หลายคำว่า“งานเข้าสิคร้าบพี่น้อง” เพราะพวกเขาทางหนึ่งต้องเพาะปลูกทำมาหากิน อีกทางหนึ่งก็ต้องคอยขับไล่ช้างป่าออกจากไร่ของตนให้ไปหากินในเขตป่าเขาแทน(เขตว่าที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ) หลายคนต้องเปลี่ยนวิถีจากการนอนปกติ มาเป็นนอนกลางวันตื่นกลางคืนเพื่อล่อเอาเถิดกับการขับไล่ช้างป่า ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาคลาสสิคที่เกิดมาช้านานในหลายพื้นที่ ทั้ง กุยบุรี แก่งกระจาน ทับลาน สลักพระ แต่ที่ทองผาภูมินั้นมันมีต้นทางของปัญหามาจากความห่วยแตกของภาครัฐนั่นเอง

   เมื่อกาลเปลี่ยน วันผ่าน เรื่องราวระหว่างคนกับช้างป่าที่นี่ยังไม่จบ แต่มันได้เริ่มวิถีใหม่ขึ้นมาเมื่อมีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลมาให้คำแนะนำว่า คนกับช้างป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยในแนวเขตไร่ที่ช้างป่าลงมาหากินนั้นก็ให้จัดเป็นจุดท่องเที่ยว(แอบ)ซุมชมช้างป่าออกหากินเสียเลย

 

  

ห้างดูช้างที่สร้างอย่างกลมกลืนบนต้นไม้

           แล้ววิกฤตก็พลิกเป็นโอกาส เมื่อชาวบ้านบ้านปากปิล๊อกกลุ่มหนึ่งได้ร่วมมือกับหลายองค์กรจัด กิจกรรม“นั่งห้างดูช้าง”ขึ้นมา ซึ่งเท่าที่มีโอกาสไปร่วมโฉบๆนั่งห้างดูช้างในช่วงเวลาสั้นๆนั้น ผมพบว่ามันให้อารมณ์ที่แตกต่างจากการ“นั่งช้างดูห้าง”อย่างสิ้นเชิงเลยทีเดียว

           เรื่องนี้มาจากคืนที่ผมไปพักค้างที่ ภูไอรยา รีสอร์ท ช่วงหัวค่ำวันนั้นหลังหม่ำอาหารเย็นเสร็จ พี่ผู้จัดการรีสอร์ทเดินมาบอกกับผมและเพื่อนๆร่วมทริปว่า มีว.(วิทยุสื่อสาร)แจ้งว่าคืนนี้มีช้างป่าออกมาหากิน ใครสนใจไปดูช้างป่าก็ให้รีบขึ้นรถด่วน

          “ไปครับ ไปค่ะ ไปด้วย ไปจิ ไปด่วน ฯลฯ” เป็นสรรพสำเนียงเสียงขานรับที่เกิดขึ้นจากหลายๆคนโดยมิได้นัดหมาย แล้วพี่ผู้จัดการก็บรรทุกพวกเราขึ้นกระบะฝ่าสายลมเย็นๆไปนั่งห้างดูช้างในทันที

           ณ บริเวณพื้นที่ดูช้าง พี่ผู้จัดการส่งไม้ต่อให้กับ“ลุงบุญ” ประธานชมรมช้าง ซึ่งได้จัดทำกิจกรรมนี้มาประมาณ 1 ปีเห็นจะได้

           ลุงบุญเล่าว่า ชาวบ้านที่นี่ได้สร้างห้างดูช้างป่าขึ้นมาบนต้นไม้เกือบ 10 ห้าง มีทั้งเล็ก-ใหญ่ ใหญ่สุดจุได้ถึงราว 15 คน ห้างเล็กก็ประมาณ 3-5 คน บนห้างสามารถพักค้างหลับนอนได้ ชาวชมรมที่นี่มีการจัดแพ็คเกจนั่งห้างดูช่างขั้นพร้อมอาหารในสนนราคา 300 บาท กินนอนกันบนห้างนั่นแหละ(แหมฟังดูหรูนะลุง)หรือลงมากินข้างล่างก็ได้ ส่วนปลดทุกข์ข้างล่างสถานเดียว

           ระหว่างคุยกับลุงบุญอยู่นั้น ผมได้ยินเสียงโห่ร้องดังมาจากที่มุมหนึ่งของไล่ ประทานโทษ ตอนแรกผมนึกว่าใครโห่ไล่นายกเสียอีก 

          “อ๋อ เขากำลังไล่ช้างกันอยู่นะ ที่นี่มีช้างป่าเท่าที่สำรวจได้ประมาณ 45 ตัว มักจะมากันประมาณ 3-5 ถึง 10 ตัว มีไอ้ช้างสีดอตัวแสบ 3 ตัว คือไอ้แสบ ซ่า ดื้อ พวกนี้ถือเป็นหัวโจกเลยล่ะ คนที่นี่เขาไม่ทำร้ายช้างแต่จะใช้วิธีไล่ให้มันพ้นไปจากไร่ของเรา เพราะถ้าวันไหนไม่ไล่ไป มันกินพืชผลเราเรียบ”

          “แล้วอุปกรณ์ไล่ช้างมีอะไรบ้างล่ะลุง”ผมถาม

          “อย่างเบาๆก็ส่องไฟไล่ ตะโกนโห่ไล่ หนักหน่อยก็จุดประทัดยักษ์ไล่ ถ้ามันยังไม่ไปก็ใช่หนังสติ๊กยิง แต่ถ้ามันยังไม่ไปอีกก็ไม่รู้จะทำยังไง”

          “ลุงลองใช้“มือตบ”ไล่มันดูสิ อุปกรณ์ตัวนี้มันกำลังฮอตฮิตทีเดียวเลยล่ะลุง”

          ผมแหย่ ระหว่างทางที่ลุงบุญพาเดินทางไปยังบ้านพักไล่ช้างริมไร่ของแก ที่นั่นเราเจอ“พี่ทิด” แกเข้ามาบอกว่าเจอ“ไอ้ดื้อ”(1 ในช้างตัวแสบ) ลงมาหากินอยู่แถวบ่อน้ำ แกจึงชวนอาสาสมัคร 3 คนไปเฝ้าดู

          ด้วยความอยากเจอไอ้ดื้อ ผมจึงขอร่วมทีมไปกับเขา ซึ่งการขึ้นห้างนั้นไม่ยาก(แม้ต้องเสียวตอนปีนป่ายนิดหน่อย) แต่ว่าการอยู่บนห้างนี่สิยากเอาเรื่อง เพราะต้องใช้ความอดทนสูง ปิดไฟมืดสนิท ใครดูดุหรี่ต้องงดเดี๋ยวช้างได้กลิ่นจะหนี งดการส่งเสียงเท่าที่จะทำได้ถ้าจะพูดคุยควรกระซิบกัน เพราะยิ่งเงียบสงัดโอกาสเจอช้างยิ่งสูง ส่วนเรื่องการผายลมนั้นก็ต้องระวังไว้ด้วย เพราะมันไม่ได้ทำให้ช้างหนีหรอก แต่มันจะทำให้เพื่อนสมาชิกบนห้างหนีกระเจิงนะสิ...โอ้ปลาร้าไหแดก ปลาแดกไหระเบิด ไอ้กลิ่นนี้ของผู้ใดมันเหม็นจนขี้ช้างชิดซ้ายไปเลย

        ในคืนวันนั้นผมไม่เห็นเดือนดาวเพราะฝนตกพรำๆ และก็ไม่เห็นไอ้ดื้อตัวเป็นๆ มีแต่เสียงของมันขยับตัวในไร่มันสำปะหลังแกรกกราก เสียงกระพือหูพรึบพรับหากินแถมหนองน้ำ ประสานกับเสียงหริ่งเรไรระงมและยุงที่บินหึ่งๆ

       “ฝนตกอย่างนี้ไอ้ดื้อมันคงไม่ออกมาให้เห็น วันนี้เรากลับก่อนดีกว่า เอาไว้วันหลังมาใหม่” พี่ทิดบอกอย่างนั้น ผมไม่ปฏิเสธเพราะคืนนั้นผมก็ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาดูช้างป่าแบบเต็มร้อยจึงปีนตามพี่ทิดจากห้างลงมา พร้อมความรู้สึกเสียดายเล็กๆที่ไม่ได้เห็นไอ้ดื้อตัวเป็นๆ แต่อย่างไรก็ตามการนั่งห้างในครั้งนี้ แม้จะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆก็ตาม(ประมาณ 1 ชั่วโมง) แต่“ห้างช้าง”นั้นกลับสอนให้ผมอดทน อดกลั้น มีสมาธิ มีจิตใจมุ่งมั่นแน่วแน่ ซึ่งบรรยากาศแบบนี้ผมไม่สามารถหาได้จาก“ห้างสรรพสินค้า”ใดๆ

โดย : ปิ่น บุตรี

ภาพ/ข่าว นสพ.ผู้จัดการ
 
ข้อมูลโดย ผู้จัดการออนไลน์

 

 

http://www.manager.co.th

 

 

 


 

ข้อมูลท่องเที่ยว 

อ.ทองผาภูมิ

เขตอำเภอทองผาภูมิ

       อยู่ห่างจากศูนย์กลางจังหวัดไปทางทิศเหนือ 145 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 323 สภาพทั่วไปเป็นภูเขาสูงและป่าไม้ มีแหล่งท่องเที่ยวประเภทธรรมชาติเป็นจำนวนมาก เช่น น้ำตกผาตาด น้ำพุร้อนหินดาด เป็นต้น เป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติหลายแห่ง และ เขตรักษาพันธ์ สัตว์ป่า ทุ่งใหญ่นเรศวร ซึ่งเป็นมรดกโลก นอกจานี้ยังมีทะเลสาบเขื่อนเขาแหลม เหมาะสำหรับการตกปลาเป็นอย่างยิ่งสนามกอล์ฟ และสถานที่พักหลาก หลาย ทั้งโรงแรมระดับ 5 ดาว รีสอร์ท และแพพัก ต่างๆ
การเดินทาง

         นักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการรถโดยสารประจำทางจากสถานนีขนส่ง จังหวัดกาญจนบุรี  หมายเลข 8203 ถึงบริเวณน้ำตกไทรโยคน้อย และ น้ำตกไทรโยคใหญ่ มีรถออกทุกวัน ตั้งแต่เวลา06.00-16.30 น.ทุก 30 นาที ใช้เวลาเดินทาง 3 ชม. หรือใช้บริการรถยนต์ปรับอากาศจากบริเวณสถานนีขนส่งจังหวัด มีรถออกทุกวันตั้งแต่เวลา 07.30-17.30 น. ออกทุก 1 ชั่วโมง ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง
               การเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในอำเภอทองผาภูมิ   จากบริเวณตลาดอำเภอทองผาภูมิจะมีบริการรถโดยสารไป ปิล็อกและมีบริการเช่าเหมาไปยัง แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ด้วย ติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงาน ททท. ภาคกลางเขต 1 โทร. 034 511200

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 034513455


 

 

 




บทความแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวกาญจนบุรี

น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น article
อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ
อุทยานแห่งชาติเขาแหลม
ถนนปากแพรก article
ทองผาภูมิ article
สังขละบุรี article
น้ำตกผาสวรรค์
พุน้ำร้อนหินดาด
ตามรอยสะด่อง
คลิตี้ล่าง article
"ปิล๊อก" article
หมู่บ้านกะเหรี่ยงกองม่องทะ
น้ำตกภูเตย
"น้ำตกเอราวัณ" article
"เมืองกาญจน์" สวรรค์แห่งใหม่ของนักเที่ยวผจญภัย
"ทองผาภูมิ" article
ไหว้พระธาตุเมืองกาญจน์ที่ "วัดถ้ำเสือ วัดถ้ำเขาน้อย" article
ข้อมูลที่เที่ยวกาญจนบุรี
บ้านหนองขาว
สำนักปฏิบัติธรรมแดนมหามงคล (เกาะมหามงคล) article
วัดสุนันทวนาราม
บ้านช.ช้างชรา article
หมู่บ้านเด็ก article
มหัศจรรย์เมืองกาญจน์ กับมงคลหมายเลข 3 article
โครงการท่องเที่ยว พล.ร.9 article
เจดีย์ยุทธหัตถี...อยู่ที่ไหน
ปฏิบัติธรรมวัดท่าเสด็จ article
ผจญป่าฝ่าสายน้ำที่"กาญจนบุรี" ทริปนี้เหนื่อย-เปียก แต่มันสะใจ



[1]

ความคิดเห็นที่ 2 (150214)

อิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิ*-*

ผมอยากไปบ้าง

แต่ไม่มีโอกาส55+

ผู้แสดงความคิดเห็น ก.ท.ม วันที่ตอบ 2011-09-14 17:56:11


ความคิดเห็นที่ 1 (150213)

ผมก็เป็นคนทองผาภูมิคับ

ผมก็เคยไปนั่งเล่นเหมือนกันคับ

*-*ผมชอบอำเภอนี้มากอิอิ*o*

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.บ.ตแปลง2 วันที่ตอบ 2011-09-14 17:54:30



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล