คลิตี้ล่าง
ReadyPlanet.com
dot
Licence No.11 / 07385
dot
ล่องแพกาญจนบุรี
dot
รับข่าวสาร

dot
bulletอัลบั้มภาพ




คลิตี้ล่าง article

 เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก กับ    

เจ.ทราเวล เซอร์วิส ( กาญจนบุรี )  

บริษัทท่องเที่ยวของคนเมืองกาญจน์    

034-513455 หรือ 081-8580228

 

 

ความลึกลับของกระเหรี่ยงเผ่าคลิตี้ล่าง


 

ประวัติหมู่บ้าน 

     คลิตี้เป็นคำไทยที่เพี้ยนมาจากภาษากระเหรี่ยงว่าคี่ถี่ แปลว่าเสือโทน (เสือเมื่อโตเป็นหนุ่มจะแยกไปอยู่ลำพังตัวเดียว เรียกว่าเสือโทน) ภาษาไทยจึงเรียกว่าทุ่งเสือโทน ในสมัยก่อนบริเวณทุ่งแห่งนี้มีเสืออาศัยอยู่จำนวนมาก แต่มีเสือโทนตัวหนึ่งใหญ่ที่สุดพบเห็นรอยเท้าขนาดเท่าช้าง อาณาบริเวณการหากินครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ทุ่งใหญ่นเรศวร ลำคลองงู แม่น้ำแควใหญ่ และแม่น้ำแควน้อย 

ที่ตั้งและประชากร 

เขตลุ่มน้ำแม่กลอง ตอนบน 

จำนวนพื้นที่ : 60,650ไร่ 

ประเภทป่าตามกฎหมาย : เขตป่าสงวนแห่งชาติ 

พิกัด : 494566N 1644368E 

ความสูงจากระดับน้ำทะเล : 638 เมตร 

สภาพพื้นที่ : ภูเขาหินปูน ป่าดิบแล้งสลับเบญจพรรณ 

อุณหภูมิเฉลี่ย : 22.9 องศาเซลเซียส 

ปริมาณน้ำฝน : 151.4 มิลลิเมตรต่อปี 

ความชื้นเฉลี่ย : 99.1 เปอร์เซ็นต์ 

จำนวนน้ำระเหย : 70.4 มิลลิเมตร 

จำนวนครัวเรือน : 46 หลังคาเรือน ประชากร 228 คน แบ่งเป็น 

หมู่ 3 ต.นาสวน อ.ศรีสวัสดิ์ 18 หลังคาเรือน 

หมู่ 4 ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ 28 หลังคาเรือน 

     ในอดีตตั้งหมู่บ้านย้ายไปมาในบริเวณแถบนี้มาหลายร้อยปี จนในที่สุดตั้งอยู่ที่ก้องหล้าและพุโพ่ ซึ่งห่างจากหมู่บ้านปัจจุบันไปทางทิศตะวันตกประมาณ 7 กิโลเมตร ด้วยความเชื่ออยู่แล้วไม่มีความสุข จึงย้ายไปอยู่รวมกับบ้านคลิตี้บน ซึ่งที่ตั้งเดิมอยู่ตรงข้ามหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ 8 (กจ.8) เข้าไปประมาณ 1 กิโลเมตร อยู่ได้พักหนึ่งจึงได้ย้ายกลับมาตั้งหมู่บ้านที่คลิตี้ล่างอีกครั้ง เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2440 โดยบรรพบุรุษ 4 ครอบครัวแรกเริ่มที่ยังสามารถให้ข้อมูลความเป็นมาของชุมชน ได้แก่ ครอบครัวลุงโอเมี๊ยะ ลุงกู้ ลุงมิอี และลุงขวย ปัจจุบันชุมชนอายุ 105 ปี ลักษณะบ้านเรือนสมัยก่อน จะเป็นบ้านที่ปลูกขึ้นด้วยไม้ไผ่ส่วนใหญ่ หลังคาใช้ใบหวายหรือหญ้าคาในการมุง เตาไฟจะอยู่บริเวณกลางบ้านเพื่อประกอบอาหารและให้ความอบอุ่นแก่สมาชิกในครอบครัว 

ประวัติวัดคลิตี้ล่าง 

     วัดคลิตี้ล่างสร้างตั้งแต่เริ่มมีหมู่บ้านปี พ.ศ.2440 โดยพระรูปแรกชื่อ เกียะโบ้วมาโร ต่อมามีพระรูปใหม่ชื่อ พู้ว์เกียะบือ (ย่องกิ่ว) ซึ่งบวชที่บ้านนาสวนในโบสถ์น้ำแล้วได้มาจำพรรษาที่วัดแห่งนี้ หลวงพ่อเกียะโบ้วมาโรจึงได้ไปจำพรรษาที่วัดคลิตี้บนซึ่งบ้านเกิด และมอบให้พระพู้ว์เกียะบือดูแลวัด จนมรณภาพตอนอายุ 76 ปี หลังจากนั้นก็มีพระสงฆ์ผลัดเปลี่ยนกันมาโดยตลอด 

วิถีชีวิตชุมชน 

      คนในชุมชนบ้านคลิตี้ล่างการดำรงชีวิตเป็นแบบพอเพียง การหาของป่า การทำไร่ข้าวจะทำเพื่อกินเท่านั้น การทำการเกษตรเป็นแบบหมุนเวียน พืชหลักในไร่ได้แก่ ข้าว ถึงฤดูทำไร่ข้าวทุกครัวเรือนจะหยอดเมล็ดข้าวพร้อมเมล็ดผัก อันได้แก่ พริก แตงไทย แตงเปรี้ยว ผักกาดขาว ผักกาดเขียว ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง ผักชีหอม ผักชีลาว ผักขี้โอ้ง และข้าวโพดฯลฯ ซึ่งเป็นผลผลิตทีไม่ใช้สารเคมีใด ๆ ทั้งสิ้น ผักจะขึ้นพร้อมกับข้าว ผลผลิตจะออกตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม ผักที่กินไม่หมดจะดองใส่ไหไว้กินในหน้าแล้ง หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ ชาวบ้านจะเก็บพริกโดยมีพ่อค้ามารับซื้อถึงบ้าน 

วัฒนธรรมชุมชน 

การบอกเวลา 

      ทุกวันเวลา 18.00 น.พระที่วัดจะตีเกราะ สามชุด และตีเพิ่มอีก 3 ครั้ง เพื่อบอกคนที่อยู่ไร่นาว่าได้เวลากลับบ้านแล้ว ถ้ามีเหตุฉุกเฉินในหมู่บ้านชาวบ้านก็จะตีเช่นกัน เพื่อแจ้งให้สมาชิกในหมู่บ้านมารวมตัวกัน 

วันหยุด 

     ชาวคลิตี้ล่างมีวันหยุดปกติคือ ทุกวันพระ เด็ก คนแก่ หนุ่มสาว ในช่วงเช้า จะนำข้าวปลาอาหารไปตักบาตรที่วัด ฟังธรรม และประชุมหารือกัน 

การทำกิน 

     เป็นเกษตรแบบไร่หมุนเวียน โดยทำการปลูกข้าวไร่และพืชผัก 1-2 ปี แล้วปล่อยให้ธรรมชาติฟื้นตัว ด้วยการเปลี่ยนไปใช้พื้นที่ไร่ซากเก่า ซึ่งเคยทำไร่มาแล้วเมื่อ 4-10 ปีก่อน ต่อมาถูกจำกัดพื้นที่ทำกินโดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ทำให้หนึ่งครอบครัวจะเหลือพื้นที่ทำกินเแลี่ยเพียง 3-5 แปลง อาชีพรองของชุมชน เป็นการเลี้ยงสัตว์ หลังจากเหมืองแร่ปล่อยสารตะกั่ว ทำให้เป็ด วัว ควายล้มตาย ชาวบ้านจึงรีบขายทิ้งหมด ปัจจุบันยังมีวัว ควายน้อยมากในหมู่บ้าน 

บุหรี่

      ในชุมชนจะปลูกและหั่นตากไว้สูบเองทุกบ้าน ส่วนใหญ่จะใช้ใบกระโดนแห้งม้วนรสชาติจะดีกว่าใบตองและกระดาษ

การสีข้าว 

     ในหมู่บ้านยังมีการใช้ครกกระเดื่องในการตำข้าว ปัจจุบันมีโรงสีข้าวที่บ้านคลิตี้บนซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 12 กิโลเมตร แต่หลายบ้านสามารถตำข้าวไว้กินเอง 

การทอผ้า

     ในอดีตชาวบ้านจะปลูกฝ้าย ปั่นด้ายเพื่อทอผ้าใส่เอง หลังจากมีพ่อค้านำด้ายสำเร็จรูปมาขาย ทำให้การปลูกฝ้ายหายไป ชาวบ้านหันมาซื้อด้ายสำเร็จรูปแทน การทอผ้ายังคงเหลืออยู่ในเฉพาะกลุ่มคนแก่ อนึ่งการทอผ้ากระเหรี่ยงเป็นการทอที่ช้ามาก เนื่องจากอุปกรณ์ดั้งเดิมที่ใช้มีขนาดเล็กและสั้น ทำให้ใช้เวลาในการทอมาก ผ้าถุงหนึ่งผืนต้องใช้ผ้าต่อกันถึง 3 ส่วน ชุดผู้ชายหนึ่งชุดใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 15 วัน ย่าม 1 ใบ ใช้เวลาทอไม่ต่ำกว่า 10 วัน ด้วยความลำบากในการทำทำให้ชุดกระเหรี่ยงมีราคาแพงมาก จะซื้อขายกันเองในชุมชน และจะใส่ในวันสำคัญ ๆ ในหมู่บ้านเท่านั้น

การแต่งกาย 

- ผู้หญิงสาวที่ยังไม่แต่งงานใส่ชุดคลุมยาวสีขาวถักไหล่ด้วยด้ายสีฉูดฉาด แนวสีแดงและสีชมพู 

- ผู้หญิงแต่งงานแล้ว ใส่ผ้าซิ่นลายพื้นสีแดงกับเสื้อลายพื้นแดง ถึงแม้จะเลิกกับสามีแล้วก็ไม่สามารถใส่ชุดเหมือนสาวโสดได้ 

- ผู้ชายมีชุดแบบเดียวคือ สีขาวยาวถักลายทั้งตัวสีแดง ลวดลายมีมาก ทำยากมากกว่าของผู้หญิง

- ย่ามแดง จะมีสีสรรฉูดฉาดลวดลายสวยงามนานาสีมีไว้ใส่เครื่องลางของขลัง และของใช้ส่วนตัวยามออกจากบ้าน ทำยากมาก 1 ใบ ใช้เวลาประมาณ 10 วัน 

- ย่ามขาว น้ำเงินแดงหรือสีอื่น ๆ ไม่มีถักลวดลายเหมือนย่ามแดง มีไว้ใส่ห่อหมาก ห่อยา และของใช้ทั่วไป ยามออกจากบ้าน 

การปลูกบ้าน 

     ชาวกระเหรี่ยงบ้านคลิตี้ล่างเป็นกระเหรี่ยงโป ไม่นิยมปลูกบ้านชิดกันเหมือนกระเหรี่ยงสะกอทางเหนือ แต่ละครัวเรือนเมื่อลูกชายแต่งงานจะต้องไปอยู่บ้านฝ่ายหญิงสักระยะหนึ่งราว 1-3 ปี แล้วจึงสามารถแยกออกไปสร้างบ้านอยู่ใหม่ เพื่อที่จะไหว้ผีที่บ้านของตัวเอง ลูกสาวคนสุดท้องเท่านั้นที่จะได้อยู่และทำกินในพื้นที่ของพ่อแม่โดยไม่ต้องแยกไปปลูก

     บ้านใหม่เมื่อแต่งงานแล้ว ความเชื่อดั้งเดิมคนกระเหรี่ยงจะไม่ใช้ไม้จริงในการสร้างบ้านเพราะถือว่าฆ่าบรรพบุรุษของตัวเองมาสร้างที่อยู่ 

     เนื่องจากคนกระเหรี่ยงแต่เดิมถือผี โดยยึดต้นไม้ใหญ่เป็นผีประจำตระกูล ดังนั้นจึงปลูกบ้านโดยใช้ไม้ไผ่และใบหวายเท่านั้น ซึ่ง2-3 ปีจะต้องซ่อมแซมใหม่ ปัจจุบันมีการปลูกบ้านด้วยไม้จริงเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้องการบ้านที่แข็งแรงถาวร เพราะไม่มีการอพยพย้ายที่ทำกินอีกแล้ว

การละเล่น 

     ยังมีผู้ที่สามารถรำตงได้แต่ปัจจุบันไม่มีคนรุ่นหลังสืบทอด มีการเล่นสะบ้าและลูกช่วงตามงานเทศกาล เช่น ช่วงสงกรานต์ ร้องเพลงในชุมชนยังมีคนสามารถเล่นได้ 3 คน 

ประเพณี 

การย่องสาว 

     ปัจจุบันชุมชนคลิตี้ล่างและคลิตี้บน ยังมีประเพณีการย่องสาวอยู่ โดยชายหนุ่มจะแอบไปหาหญิงสาวในห้องนอนตอนกลางคืน ถ้าหญิงสาวพอใจชายหนุ่มคนนั้น หญิงสาวก็จะไม่ร้องบอกญาติ ๆ แต่ญาติฝ่ายหญิงต้องพยายามจับให้ได้ว่ามีคนมาย่องหาลูกสาวตนเอง เมื่อจับได้จะมีการแต่งงานให้อยู่กินกันต่อไป ถ้ามีการย่องช่วงเข้าพรรษาถึงญาติผู้หญิงจะรู้อย่างไรก็จะแต่งงานไม่ได้ แต่ถ้าหญิงสาวไม่พอใจ หญิงสาวเจ้าจะร้องบอกพ่อแม่และมีการปรับชายหนุ่มแล้วแต่จะตกลงกัน

ประเพณีผูกข้อมือ 

     จะทำกันในวันเพ็ญหรือวันพระเดือนเก้า ซึ่งตรงกับประมาณสิงหาคมของทุกปี เพื่อเรียกขวัญคน ข้าว และสัตว์เลี้ยงในชุมชน เป็นการผูกข้อมือครั้งใหญ่ประจำปี ที่สมาชิกทุกคนในครอบครัวต้องมาทำพิธีร่วมกัน

งานบุญเข้าพรรษา 

     ชุมชนจะหยุดงาน 3 วันไปตักบาตรที่วัดทุกวัน ในวันสุดท้ายจะมีธูปเทียนดอกไม้ไปไหว้พระพุทธรูป เรียกว่าไหว้พรรษา บางคนเลิกบุหรี่ บางคนเลิกเหล้า บางคนกินมังสวิรัสในช่วงเข้าพรรษานี้ 

งานบุญออกพรรษา 

     ชุมชนจะหยุดงาน 3 วันไปตักบาตรที่วัดทุกวัน ในวันสุดท้ายจะมีไม้ตอกเป็นรูปเจดีย์ คนในชุมชนจะมีเทียนคนละ 1 เล่ม ในไส้เทียนจะมีด้ายมากกว่าอายุตัวเอง 1 เส้น กลางคืน 2-3 ทุ่มทุกคนจะจุดเทียนไปเสียบไว้ที่เจดีย์เรียกว่าเจดีย์ไฟ เป็นพิธีสะเดาะเคราะห์ 

งานบุญเดือนลากะบอง(งานสาร์ท) หรือบุญเรือบิน 

     จะทำในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 10 จะใช้ไม้เปลือกกล้วยทำเป็นรูปเรือบินเอาผักผลไม้ในไร่ของตัวเองไปใส่ไว้ ชุมชนจะหยุดงาน 3 วัน วันแรกตักบาตร วันที่ 2 หลังจากตักบาตรเสร็จจะรวมตัวกันทำเรือบินในช่วงเย็นจะเอาผักผลไม้ไปใส่ไว้เวลา 2 ทุ่มจะมีพิธีไหว้เรือบิน ตีห้าของวันรุ่งขึ้นจะนำกระยาสาร์ทไปใส่ไว้ในเรือบินแล้วนำไปถวายพระ

การขอฝนจากพระพรหม 

     จะทำในวันสงกรานต์โดยมีมัคทายกเป็นผู้นำ คนกระเหรี่ยงเชื่อว่าพระพรหมจะลงมาบนโลกในวันสงกรานต์ของทุกปีเท่านั้น ชาวบ้านจะสร้างศาลาเล็ก ๆ ในบริเวณวัด ทุก ๆ บ้านต้องนำข้าวต้มและปลาเค็มไปถวาย และขอฝนกันเวลาตี 5 

ความเชื่อ 

     ความเชื่อในการใช้พื้นที่ทำกิน ชาวบ้านคลิตี้ล่างมีวิธีการในการขอพื้นที่ทำกินจากแม่ธรณีหลายวิธี ถ้าหากแม่ธรณีหรือเจ้าที่ไม่อนุญาตก็ไม่สามารถทำกินได้ในพื้นที่นั้น 

1. ขุดเอาดินบริเวณที่จะทำไร่ นำไปไว้ใต้หมอน หากคืนนั้นนอนหลับฝันดีก็สามารถทำกินบริเวณพื้นที่นั้นได้ ถ้าหากฝันร้ายหมายความว่าที่ตรงนั้นจะไม่สามารถทำกินได้ 

2. นำดอกไม้ 3 ดอกและเทียน 1 เล่มไหว้ขอเจ้าที่ หากเก้งร้อง ไก่ป่าร้องกระต้าก นกขุนแผนอกสีส้ม(ทูชอง)ร้องทัก พื้นที่ตรงนั้นจะไม่สามารถถางไร่ทำกินได้ 

3. ตัดไม้ 1 ศอกหรือ 1 วาตอกลงดิน 3 ครั้ง เมื่อดึงออกมาวัดแล้วหากไม้ยาวขึ้นก็สามารถถางไร่ทำกินตรงนั้นได้ ถ้าไม่ยาวขึ้นก็ไม่สามารถทำกินตรงนั้นได้ 

4. นำไม้สี่เหลี่ยมมาตัดเป็นกากะบาท จะได้สามเหลี่ยมหน้าจั่ว 4 อัน ผ่าไม้มาหนีบเหมือนไม้หนีบย่างปลา แล้วนำไปปักพื้นที่อาณาเขตที่ต้องการทำไร่ถ้าหากไม้ใดไม้หนึ่งล้มก็ไม่สามารถทำพื้นที่ตรงนั้นได้ 

5. ขณะถางไร่หากเจอหน่อไม้จะต้องหยุดถางทันที ไม่สามารถถางต่อได้อีกในปีนั้นและต้องทำกินในพื้นที่ที่ถางได้เท่านั้น ถ้าหากถางต่อเชื่อว่าจะมีอันเป็นไป 

6. ถ้าพบลิงลมในไร่จะไม่มีการถางไร่ต่อ ถ้าทำจะทำให้มีอาการเจ็บป่วยบ่อย 

ความเชื่อเกี่ยวกับสัตว์ 

คนกระเหรี่ยงไม่กินสัตว์หลายชนิด ได้แก่ 

1. ช้างเพราะเชื่อว่าเป็นสัตว์ตระกูลสูง ถ้าตายแล้วจะเกิดมาเป็นคน คนที่ฆ่าช้างจะบาปหนาตายแล้วไม่สามารถไปเกิดใหม่ได้อีก 

2. สมเสร็จเชื่อว่าเป็นสัตว์ที่มีเนื้อของสัตว์หลาย ๆ ชนิด ปนอยู่รวมกันทั้งคนด้วย และเชื่อว่าถ้ายิงถูกบริเวณเนื้อที่เป็นคน ก็จะร้องเสียงออกมาเหมือนคน ถ้าหากผู้ใดฆ่าจะเกิดอาเพทชีวิตล่มจม ทำการงานไม่ขึ้น 

3. ชะนี เชื่อว่าเป็นจ้าวป่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ผู้ใดยิงต้องมีอันเป็นไป ถ้าหากเข้าหมู่บ้านหมู่บ้านจะแตก 

4. นกเงือก(นกกก)เชื่อว่าเป็นสัตว์ที่พระพุทธเจ้าเคยนั่ง หัวจึงมีลักษณะสีเหลือง เชื่อว่าฆ่านกเงือก 1 ตัว เท่ากับฆ่าเณร 1 องค์ 

5. นกยูงถ้าฆ่านกยูงจะทำให้ครอบครัวแตกหักอยู่ไม่เป็นสุข

ความเชื่อทั่วไป 

1. ถ้าหมาป่าเห่าจะต้องตายภายใน 3 ปี 

2. ถ้าสัตว์ทุกชนิดวิ่งเข้ากลางหมู่บ้านชาวบ้านจะไม่ยิง ถึงหมากัดตายก็จะไม่กิน เชื่อว่าเป็นลางไม่ดี ต้องทำบุญหมู่บ้านและทำการสะเดาะเคราะห์ที่ต้นโพต้นไทรทุกคน 

3. ถ้าชะนีร้องตอนเย็นเชื่อว่าคนเฒ่าจะตาย ถ้ากระรอกร้องกลางคืนเชื่อว่าคนหนุ่มจะตาย ถ้านกเขาร้องกลางคืนเชื่อว่าคนสาวจะตาย 

4. ช่วงเดินทางถ้านกขุนแผนอกสีส้มร้องทักทางซ้ายจะโชคร้าย ถ้าร้องทักทางขวาจะโชคดี 

ความเชื่อในการใช้ป่า 

1. ไม้ที่มีลักษณะข้างล่างแตกเป็น 2 กิ่งแล้วไปติดกันเป็นกิ่งเดียวข้างบน ชาวกะเหรี่ยงจะไม่ตัด ถ้าตัดเชื่อว่าจะมีอันเป็นไป 

2. ไม้หางปลาคือไม้ที่แตกออกเป็น 2 กิ่งเท่า ๆ กัน เชื่อว่าถ้านำไม้ลักษณะนี้มาใช้จะทำให้คนในครอบครัวพูดจากันไม่รู้เรื่อง ไม่ปองดองกัน 

3. ไม้ 2 ต้นที่ขึ้นเสียดสีกันเชื่อว่าถ้านำไม้มาใช้จะทำให้คนในครอบครัวไม่ถูกกับเพื่อนบ้าน 

4. ไม้ที่มีมดทำรังอยู่เชื่อว่าเป็นต้นไม้ที่มีเจ้าของแล้ว ถ้าหากตัดมาสร้างบ้านถือว่าทำลายบ้านคนอื่นจะทำให้ครอบครัวไม่มีความสุข 

กฏระเบียบหมู่บ้าน 

- ทุกบ้านต้องเข้าประชุมอย่างน้อยบ้านละ 1 คนเดือนละ 1 ครั้ง 

- ห้ามขายพื้นที่ให้คนนอกเด็ดขาด ถ้าฝ่าฝืนหมู่บ้านจะยึดเป็นพื้นที่สาธารณะ 

- ห้ามตัดไม้เพื่อขาย ถ้ามีไม้ออกจากบ้านคลิตี้ล่าง หน่วยงานป่าไม้จับไม่ทันให้จับผู้นำหมู่บ้านแทน 

- ห้ามล่าสัตว์เพื่อขาย สัตว์ที่ได้มาต้องแบ่งกันกินในหมู่บ้านเท่านั้น 

- ใส่ชุดประจำเผ่าทุกวันพระใหญ่ แรม 14 ค่ำ และขึ้น 15 ค่ำ 

- ห้ามยิงปืนในหมู่บ้านโดยไม่มีเหตุจำเป็น ถ้ายิงเล่นปรับ 500 บาทต่อ 1 นัด 

- ห้ามเสพห้ามจำหน่ายยาเสพติดในเขตหมู่บ้านโดยเด็ดขาด ถ้ามีกรรมการหมู่บ้านสามารถจับส่งดำเนินคดีในทันที 

- ห้ามเล่นการพนันในหมู่บ้าน ถ้าเล่นในงานศพให้กรรมการหมู่บ้านพิจารณา 

- บุคคลที่จะอยู่ในชุมชนและสร้างที่อยู่อาศัยได้ต้องเป็นเขย,สะใภ้และเครือญาติ ในสายเลือดเท่านั้น 

- บุคคลที่ย้ายออกจากหมู่บ้านที่ดินต้องให้กับคนในชุมชนเท่านั้น

ข้อมูลสำหรับนักผจญภัย

     คลิตี้ล่าง ที่อยู่ห่างจากบ้านทุ่งเสือโทนไปประมาณณ 18 กิโลเมตร เส้นทางของคลิตี้ล่างนั้นเป็นทางหินกรวดตัดลัดเลาะไปตามผืนป่า เป็นทางออฟโรดจริงๆแล้วประมาณ 7-8 กิโลเมตร ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์จะพลุกพล่านไปด้วยรถมากมาย เนื่องจากเป็นเส้นทางที่มีครบทุกรสชาติทั้ง เนิน บ่อโคลน ร่องลึกหลุมยาว เรียกได้ว่ามันจนหยดสุดท้ายก่อนถึงน้ำตกคลิตี้ล่าง

 

     ปัจจุบันนี้เส้นทางเข้าคลิตี้ก็ยังเป็นที่นิยมไม่เสื่อมคลาย แม้หน้าร้อนเช่นนี้จะไม่ค่อยมีคนเดินทางเข้าไปนัก แต่ตลอดเส้นทางก็ยังคงทิ้งร่องรอยเป็นบ่อลึก รอยล้อ รอยติดหล่ม และการเปลี่ยนไลน์ เกิดเป็นเส้นทางใหม่เบี่ยงหลบบ่อดินและหล่มโคลนลึก ทิ้งเป็นอนุสรณ์ให้ดูต่างหน้ามากมาย และเมื่อใดก็ตามที่ฝนตกลงมารับรองว่าได้สนุกแน่…

 


      คลิตี้นั้นตั้งอยู่ที่ใน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี สามารถเดินทางเข้าไปได้ทั้งทางด้าน อ.ศรีสวัสดิ์ ซึ่งข้ามเขื่อนศรีนครินทร์ไปขึ้นที่น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น หรือจะเข้าทางด้าน อ.ทองผาภูมิ ด้วยการขับไปทางด้านบ้านนางครวญ บ้านห้วยเสือ ก็ได้จุดเด่นของคลิตี้ อยู่ที่เส้นทางเป็นบ่อโคลน และร่องลึก ทางยากแต่ไม่อันตราย ตัดผ่านใจกลางผืนป่าใหญ่ของเขตอุทยานแห่งชาติลำคลองงู (เดิมขึ้นอยู่กับอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์) เส้นทางเป็นร่องและบ่อโคลนลึกไปจนถึงหน่วยพิทักษ์อุทยานฯคลิตี้ล่าง (ขศ.8)ด้านในสุดของเส้นทางเป็นที่ตั้งของหน่วยฯ มีน้ำตก คลิตี้ ซึ่งเป็นน้ำตกเขาหินปูนที่สวยงามอีกแห่งหนึ่ง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่รักสันโดษ และต้องการแสวงหาธรรมชาติอันพิสุทธิ์ 

 
การเดินทาง 
 
     จากทองผาภูมิ ให้ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 323 มุ่งหน้าสู่ อ.สังขละบุรี จนถึงปากทางเข้าสู่สำนักสงฆ์พุทโธ (บริเวณกม.26.5) จากนั้นขับต่อไปยังบ้านทุ่งนางครวญ บ้านห้วยเสือ ระยะทางประมาณ 50 กว่ากิโลเมตร หรืออีกทางหนึ่งจะเดินทางมาทางด้าน อ.ศรีสวัสดิ์ โดยนำรถขึ้นแพข้ามเขื่อนศรีนครินทร์ไปขึ้นที่น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น และขับต่อไปอีกประมาณ 70 กิโลเมตร ผ่านบ้านคลิตี้ก็จะถึงบริเวณปากทางเข้า
 
สิ่งอำนวยความสะดวก 
 
ห้องน้ำ    มี เป็นห้องน้ำของหน่วยพิทักษ์อุทยานฯคลิตี้ล่าง (ขศ.8)
 
บ้านพัก ลานกางเต็นท์  มีบ้านพักของเจ้าหน้าที่ และลานกางเต็นท์แค้มปิ้ง
 
ร้านค้า ร้านอาหาร   ต้องเตรียมเสบียงอาหารไปเอง สามารถหาซื้อได้ที่ทองผาภูมิ หรือบ้านทุ่งนางครวญ บ้านห้วยเสือก็ได้
 

 
น้ำตกคลีตี้

      น้ำตกคลีตี้ ตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร “คลิตี้” เป็นภาษากะเหรี่ยงแปลว่า “เสือโทน” มีต้นน้ำอยู่บนยอดเขาดีกะ ใกล้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร 

     น้ำตกคลีตี้ เป็นน้ำตกที่เป็นเขาหินปูน น้ำจึงใสและเย็น ซึ่งเป็นน้ำตกที่มีความงามเฉพาะตัว ชั้นที่มีความสูงที่สุดประมาณ 20 เมตร บางช่วงเป็นอ่างขนาดใหญ่กว้างประมาณ 50 เมตร ความยาวตลอดตัวน้ำตกประมาณ 800 เมตร มีน้ำไหลตลอดปี 

     การเดินทาง ไปน้ำตกคลิตี้บนต้องใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 2 วัน จากบ้านกะเหรี่ยงคลิตี้ และจะต้องมีลูกหาบและคนนำทาง ส่วนน้ำตก คลิตี้ล่าง อยู่เหนือทะเลสาบแควใหญ่บริเวณลำเขางู 

     โดยทางเรือจากท่าเรือท่ากระดานหรือท่า หม่องกระแทะ ประมาณ 2.5 ชั่วโมง หากต้องการเดินทางโดยรถยนต์ต้องใช้รถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อเท่านั้น 

 

 




บทความแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวกาญจนบุรี

น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น article
อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ
อุทยานแห่งชาติเขาแหลม
ถนนปากแพรก article
ทองผาภูมิ article
สังขละบุรี article
น้ำตกผาสวรรค์
พุน้ำร้อนหินดาด
ตามรอยสะด่อง
"ปิล๊อก" article
ขึ้นห้างดูช้าง article
หมู่บ้านกะเหรี่ยงกองม่องทะ
น้ำตกภูเตย
"น้ำตกเอราวัณ" article
"เมืองกาญจน์" สวรรค์แห่งใหม่ของนักเที่ยวผจญภัย
"ทองผาภูมิ" article
ไหว้พระธาตุเมืองกาญจน์ที่ "วัดถ้ำเสือ วัดถ้ำเขาน้อย" article
ข้อมูลที่เที่ยวกาญจนบุรี
บ้านหนองขาว
สำนักปฏิบัติธรรมแดนมหามงคล (เกาะมหามงคล) article
วัดสุนันทวนาราม
บ้านช.ช้างชรา article
หมู่บ้านเด็ก article
มหัศจรรย์เมืองกาญจน์ กับมงคลหมายเลข 3 article
โครงการท่องเที่ยว พล.ร.9 article
เจดีย์ยุทธหัตถี...อยู่ที่ไหน
ปฏิบัติธรรมวัดท่าเสด็จ article
ผจญป่าฝ่าสายน้ำที่"กาญจนบุรี" ทริปนี้เหนื่อย-เปียก แต่มันสะใจ



[1]

ความคิดเห็นที่ 2 (176503)

 อยากทราบเบอร์โทรเจ้าหน้าที่หรือผู้นำชุมชนของคลิตี้ล่างอยากสอบถามเรื่องเด็กนักเรียนต้องการอุปกรณ์การศึกษาหรือขาดแคลนอะไรบ้างทางฝ่ายผมจะจัดกิจกรรมออกค่ายอาสากันครับใครทราบรบกวนติดต่อกลับด้วย

0851458576 ขอบคุณครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น อำนาจ แซ่เอี๊ยะ วันที่ตอบ 2018-06-18 18:53:10


ความคิดเห็นที่ 1 (154120)

 ไม่ทราบว่าข้อมูลดังกล่าวอ้างอิงจากไหนครับ ประวัติหมู่บ้านคลิตี้ล่าง

ผู้แสดงความคิดเห็น mic (mickfory2535-at-hotmail-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2014-08-18 17:01:00



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล