ถนนปากแพรก
ReadyPlanet.com
dot
Licence No.11 / 07385
dot
ล่องแพกาญจนบุรี
dot
รับข่าวสาร

dot




ถนนปากแพรก article

  เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก กับ
เจ.ทราเวล เซอร์วิส ( กาญจนบุรี )
บริษัทท่องเที่ยวของคนเมืองกาญจน์ 
034-513455 หรือ 081-8580228


 

            สวัสดีครับ.... ท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์ พิมพ์กาญจน์  หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่กำลังได้รับความนิยมและความเชื่อมั่นจากท่านผู้อ่านเพิ่มขึ้นทุกวัน 
          เป็นอย่างไรกันบ้างครับช่วงนี้ฝนฟ้าเทลงมาเกือบทุกวันทำเอาถนนปากแพรก ถนนคนเดินสายแรกของเมืองกาญจน์ แทบจะเหงาไปเลยทีเดียว แต่ยังดีที่มีพวกกลุ่มนักกีฬามาเดินเล่นคลายเครียดกันมากมายช่วยทำให้ถนนปากแพรกคึกคักขึ้นมาหน่อยหนึ่งครับ  แต่อย่างไรก็ตามไกด์สาธิต ก็ขอลุ้นให้คนเมืองกาญจน์มาช่วยกันหน่อยนะครับ เพราะหลังจากกองทัพนักกีฬาเดินทางกลับบ้านกันไปหมดแล้วคราวนี้ก็คงจะเหลือเฉพาะพวกเราชาวเมืองกาญจน์เท่านั้น และคราวนี้ก็คงจะเป็นบทพิสูจน์ถึงความตั้งใจของพ่อเมืองของเราแหละว่า จะทำอย่างไรถนนสายนี้ถึงจะเกิดเป็นถนนคนเดินแบบยั่งยืนต่อไปได้นานเท่านาน  ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะได้ยินกระแสเสียงของผู้คนหลายกลุ่มที่เห็นด้วยกับการเปิดถนนคนเดินสายนี้ แต่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการและขั้นตอนการดำเนินงานที่ดูเหมือนมีอะไรแอบแฝงและซ่อนเร้นอยู่ อันนี้ไกด์สาธิต ก็ฟังเขามาอีกที ก็อยากจะบอกกล่าวให้รู้เพื่อที่ผู้มีส่วนรับผิดชอบจะได้นำไปปรับปรุงแก้ไขเสียใหม่ และทำความเข้าใจกับผู้คนที่เขาอยู่บริเวณนั้น เอาหละครับไกด์สาธิต ก็คงจะฝากไว้เท่านี้ และก็จะต้องติดตามกันต่อไปว่า ถนนปากแพรก ถนนคนเดินสายแรกของเมืองกาญจน์ จะเป็นอย่างไรกันต่อไป จะมีนักท่องเที่ยวมาเดิน หรือจะมีชาวเมืองกาญจน์กันเองมาเดินหรือไม่ อย่างไร
          แต่ที่แน่ๆ ก็คือไกด์สาธิต ก็ต้องทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์และแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองกาญจน์แห่งนี้ให้ท่านผู้อ่านทุกท่านได้รู้จัก ได้รับข้อมูลและความรู้ต่างๆ ซึ่งจะนำไปสู่การเดินทางไปสัมผัสกับสถานที่แห่งนั้นด้วยตัวของท่านเอง
          ย้อนกลับมาที่ถนนปากแพรก ถนนคนเดินสายแรกของเมืองกาญจน์ ที่เมื่อฉบับที่แล้วไกด์สาธิต ได้แนะนำและอธิบายถึงศิลปะการก่อสร้างอาคาร และบ้านที่อยู่อาศัยบนถนนสายนี้ ที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่สวยงาม ถึงแม้ว่าบ้านหรือตึกบางหลังจะดูคล้ายกับการก่อสร้างแบบชิโนโปรตุเกส หรือแบบโคโรเนียล อันเนื่องมาจากการได้รับอิทธิพลจากพวกฝรั่งเศสหรือพวกโปรตุกิส ที่เข้ามาค้าขายกับไทยในสมัยนั้น รวมถึงศิลปะการก่อสร้างแบบจีน ที่มีให้เห็นอยู่มากมายหลายหลัง แต่หลังที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษก็คือ บ้านนายบุญผ่อง วีรบุรุษสงครามของทางรถไฟสายมรณะ เพราะนอกจากความสวยงามของอาคารที่โดดเด่น ด้วยการก่อสร้างเป็นตึก 3 ชั้นแล้ว ประวัติของเจ้าของบ้านหลังนี้ยังน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
          เจ้าของบ้านหลังนี้มีชื่อว่า นายบุญผ่อง สิริเวชชะพันธุ์เป็นคหบดีที่มั่งคั่งคนหนึ่งของเมืองกาญจน์ นายบุญผ่อง ได้เริ่มติดต่อทำธุรกิจค้าขายกับพวกญี่ปุ่นโดยตรง ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยได้ทำสัญญาค้าขายกับพวกญี่ปุ่น ทั้งเรื่องอาหารการกิน ของอุปโภคบริโภค ญี่ปุ่นต้องการอะไรก็มาสั่งที่ร้าน นายบุญผ่องก็รับหน้าที่จัดหาให้ พร้อมทั้งนำสิ้นค้าไปส่งให้ยังค่ายเชลยศึก ทำให้นายบุญผ่องได้มีโอกาสพูดคุยกับเชลยศึก จึงได้รับรู้ถึงความทุกข์ยาก จึงได้แอบให้ความช่วยเหลือเชลยศึกซึ่งถือเป็นเรื่องเสี่ยงตายเป็นอย่างมาก อาทิ ช่วยให้เชลยศึกยืมเงินในกรณีขัดสน โดยไม่กลัวว่าจะถูกโกง จัดหาเวชภัณฑ์ต่างๆ เครื่องใช้ ถ่านไฟฉาย ยาสีฟัน เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ส่วนประกอบเครื่องวิทยุสื่อสาร รวมถึงแอบส่งจดหมายให้กับเชลยศึกโดยซุกซ่อนไว้ในหีบห่อ เข่งผักผลไม้ หรือเครื่องใช้ต่างๆที่ญี่ปุ่นมารับไปทุกวัน การแอบช่วยเหลือเชลยศึกอย่างไม่คิดชีวิตของนายบุญผ่อง ทำให้พวกเชลยศึกซาบซึ้งเป็นอย่างมาก จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง นายบุญผ่องก็ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากรัฐบาลออสเตรเลีย และอังกฤษพร้อมทั้งได้รับยศเป็นพันโทในกองทัพอังกฤษ และได้ถูกยกย่องให้เป็น “วีรบุรุษสงครามของทางรถไฟสายมรณะ” (A War Hero Named Boonpong of Deathrailway) มาจนถึงทุกวันนี้
         นอกจากนี้ก็ยังมีบ้านอีกหลายหลังที่มีความสวยงามแต่ไม่สามารถค้นหาข้อมูลเจ้าของได้อย่างเช่น “บ้านสิทธิสังข์” ที่ก่อสร้างเป็นตึก 2 ชั้น ทำด้วยปูนทั้งหลังมีด้วยกัน 3 คูหา หน้าบ้านมีระเบียงยื่นออกมามีเสาปูนรองปูนรองรับ ที่เสามีบัวหัวเสาประดับ ด้านบนทำเป็นรูปโค้ง บานประตูเป็นแบบเฟี้ยม ช่องลมเหนือกรอบประตูมีลายฉลุเป็นลายเครือเถา เหนือลายฉลุเป็นภาพปูนปั้นลายก้านขด มีจารึกบอกพ.ศ.ที่สร้าง สีที่ใช้ทาบ้านนำดินมาจากทุ่งนาคราชมากรองแล้วผสมกับน้ำข้าวเหนียวใช้ทา ซึ่งยังมีความคงทนมาจนทุกวันนี้ และเป็นบ้านที่ยังไม่มีการซ่อมแซมและต่อเติมใดๆ เป็นต้น ซึ่งบ้านต่างๆเหล่านี้ นับเป็นสถาปัตยกรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์สืบไป
          สำหรับ ถนนปากแพรก ถนนคนเดินสายแรกของเมืองกาญจน์ จะสามารถเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของเมืองกาญจน์ได้หรือไม่ต้องติดตามกันต่อไป

 


สถาปัตยกรรมสำคัญ  

บน 
ถนนสายปากแพรก

 

Kanchanaburi City Gate
 
Located downtown Kanchanaburi Built in the reign of King Rama 3: 2374(1831), which he moved from the old city district, Kanchanaburi grass slopes to the current. It is located on Lak Mueang Road near the meeting point of the Khwae Yai and Khwae Noi Rivers.
  
ประตูเมืองกาญจนบุรี จ.กาญจนบุรี
 
 ตั้งอยู่บริเวณชุมชนปากแพรก เป็นประตูเมืองก่ออิฐถือปูนยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น สร้างในรัชสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) เมื่อปี พ.ศ. 2374 ครั้งย้ายเมืองกาญจนบุรีเก่า จากตำบลลาดหญ้ามาสู่ปากแพรก เนื่องด้วยยุทธศาสตร์การรบเปลี่ยนไป โดยมีชัยภูมิในการตั้งรับข้าศึกได้ดีกว่าเก่า อีกทั้งยังสะดวกในการค้าขายกับเมืองต่างๆอีกด้วย
 
 
     กำแพงเมืองกาญจนบุรี เป็นกำแพงก่ออิฐถือปูน ด้านบนมีใบเสมา ผังกำแพงเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 210 เมตร ยาว 480 เมตร มีป้อมประจำมุม 4 ป้อม ป้อมกลางกำแพงด้านหน้า 1 ป้อม และป้อมเล็กกลางกำแพงด้านหลัง 1 ป้อม มีประตู 8 ประตู ประกอบด้วย ประตูเมือง 6 ประตู และประตูช่องกุด 2 ประตู ซึ่งได้ชำรุดลงเกือบทั้งสิ้น คงเหลือเฉพาะประตูเมืองด้านหน้า ซึ่งหันหน้าสู่แม่น้ำแควใหญ่ และกำแพงเมืองบางส่วนที่อยู่ติดกัน โดยได้มีการบูรณะเมื่อปี พ.ศ. 2549 ส่วนบริเวณด้านหลังประตูเมืองเป็นที่ตั้งของพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3)
 

 

 1. ‘Pig gable’ House 
 
Probably the most outstanding feature of this building is its gable characterized by the stucco floral decoration featuring a pig.   Sitting half-way of Pak Praek street and facing the old city gate, this two-storey half-wood half-concrete building stands out well among others due to its neatly wood carving of its double casement windows. It was built in 1915 as evidently recorded on its unique gable. The house belongs to Setabhand family.
 
Owner Mr. Somjit Setabhand
 
Year built: 1915
 
บ้านหน้าจั่วรูปหมู
 บางทีลักษณะที่โดดเด่นที่สุดของอาคารหลังนี้อาจจะเป็นหน้าจั่วที่มีเอกลักษณ์ด้วยลวดลายปูนปั้นรูปหมูในวงล้อมของลายดอกไม้  บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้หลังนี้ตั้งอยู่จุดกึ่งกลางของถนนปากแพรก หันหน้าไปหาประตูเมืองเก่า และโดดเด่นแตกต่างจากอาคารบ้านเรือนหลังอื่นๆ ด้วยลวดลายฉลุบนกรอบหน้าต่างบานคู่ที่ประณีตสวยงาม บ้านหลังนี้ปรากฏว่าสร้างขึ้นในปี ๒๔๕๘ ตามหลักฐานบนหน้าจั่วที่เป็นเอกลักษณ์สำคัญของบ้าน  บ้านหลังนี้เป็นของตระกูลเสตะพันธุ์
 
เจ้าของ นายสมจิตต์ เสตะพันธุ์ 
ปีที่สร้าง ๒๔๕๘
 

 
2. Sahakul Panich House 
 
    The concrete building was built in a similar style as other buildings from the same period (King Rama V) such as Sitthingsang house and Boonyiam Jewelry shop.  The construction was done by Chinese and local craftsmen. It has parapets in the same pattern both on the balcony and on the rooftop.  The arch over the balcony apparently helps soften the concrete structure.     During WWII period, it was rent to high-ranking Japanese army officers who turned the upper floor of the house into a weapon storage.
 
 
Owner Miss Walee Laohakul
Year built: estimated 1927
 
บ้านสหกุลพาณิชย์ 
      อาคารตึกหลังนี้สร้างขึ้นในรูปแบบที่คล้ายคลึงกันกับอาคารอื่นๆ ร่วมยุคสมัย (รัชกาลที่ ๕) เช่น บ้านสิทธิสังข์และบ้านบุญเยี่ยมเจียระไน  ผู้สร้างเป็นช่างชาวจีนและช่างท้องถิ่น สิ่งที่โดดเด่นคือราวลูกกรงบนระเบียงชั้นสองและบนดาดฟ้า ซุ้มโค้งเหนือระเบียงช่วยทำให้โครงสร้างตึกดูอ่อนช้อยขึ้น ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ เคยเป็นบ้านพักของนายทหารญี่ปุ่น  ซึ่งได้เปลี่ยนชั้นบนของบ้านเป็นสถานที่เก็บปืนกล  
 
เจ้าของ นางสาววลี เลาหกุล
ปีที่สร้าง ประมาณ ๒๔๗๐
 

 
3. The hotel Sumitrakharn 
     One of the main buildings on the old town street that deserves visitors’ special attention is the hotel Sumitrakharn, the first accommodation of its kind in Kanchanaburi. Before it was closed in 1979, the hotel-cum-shop house served as an important stopover for timber merchants and traders from the forested districts of Thong Papoom and Sangklaburi along Thai-Burma border.  During WWII, it also eye witnessed Japanese soldiers coming to stay overnight when the room rent was THB 1 per night, and the restaurant was also open downstairs. Historically, it was constructed as a row-house for rent and owned by a high-ranking civil servant.  Today, this row-house building is still in its original form, half-wood half-concrete using bamboo clumps as framed wall.
 
Owner Mrs. Korakot Siriluangthong
Year built: 1915
 
โรงแรมสุมิตราคาร
 
   อาคารที่สำคัญหลังหนึ่งในบรรดาอาคารหลักๆ บนถนนสายเก่าของเมืองในอดีตที่ควรได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากนักท่องเที่ยวก็คือโรงแรมสุมิตราคาร ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งแรกของจังหวัดกาญจนบุรี  ก่อนที่จะเลิกกิจการเมื่อปี ๒๕๒๒ โรงแรมแห่งนี้ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นบ้านร้านค้าเคยเป็นจุดแวะพักค้างคืนที่สำคัญของพ่อค้าไม้จากเขตอำเภอทองผาภูมิและสังขละบุรีตามแนวชายแดนไทยพม่า ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง โรงแรมนี้เคยมีทหารญี่ปุ่นมาเช่าห้องพักค้างคืน ค่าเช่า ๑ บาทต่อคืน และข้างล่างเปิดเป็นร้านอาหาร เดิมทีเป็นห้องแถวที่เจ้าของเดิม (หลวงไกรสร) ต้องการปลูกให้เช่าก่อนตกมาถึงมือของตระกูลกังสนานนท์  ปัจจุบัน  อาคารหลังนี้ยังคงอยู่ในสภาพเดิม เป็นตึกแถวสองชั้น ครึ่งตึกครึ่งไม้ ฉาบปูนและคร่าวผนังเป็นโครงไม้รวก 
 
เจ้าของ นางกรกช  ศิริเหลืองทอง 
ปีที่สร้าง ๒๔๘๐
 

 
 

 
4. Sitthisang House 
 
     One of the most characteristic buildings that would never fail to grab an attention of passers-by is Sitthisang House which is now transformed to be a chic coffee shop sitting opposite the Hotel Sumitrakharn. Named after the family name, this building obviously influenced by the Chino-Portuguese architecture was built in 1920 during the period of King Rama V.  Its most dominant features are probably the stucco, wood carving decorations of the windows, the arches on the upper floor and its charming foldable door reflecting the old ages of the house.  Before it was renovated in early 2009, the house was originally painted by using natural paints made from a combination of red earth locally available and sticky rice juice that proved to last for years. The building still belongs to Sitthisang family. 
 
 
Owner Mr. Prapreut Sitthisang 
Year built: 1920
 
บ้านสิทธิสังข์
 
   อาคารหลังหนึ่งซึ่งไม่เคยพลาดที่จะดึงดูดความสนใจจากผู้สัญจรไปมาบนถนนปากแพรกคือ บ้านสิทธิสังข์  ซึ่งปัจจุบันถูกเปลี่ยนเป็นร้านกาแฟที่มีเสน่ห์เก๋ไก๋ ตั้งอยู่ตรงกันข้ามกับโรงแรมสุมิตราคาร  บ้านตึกหลังนี้ซึ่งตั้งชื่อตามชื่อตระกูลของผู้เป็นเจ้าของสร้างขึ้นในปี ๒๔๖๓ ในยุคสมัยรัชกาลที่ ๕  และเห็นได้ชัดว่าได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมแบบซิโน-โปรตุกีส ลักษณะที่โดดเด่นที่สุดน่าจะอยู่ที่ลวดลายปูนปั้นประดับ ลายฉลุของช่องลมเหนือประตูหน้าต่าง โดยเฉพาะปูนปั้นลายก้านขดเหนือป้ายชื่อบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ รวมทั้งประตูบ้านเฟี้ยมที่มีเสน่ห์ซึ่งสะท้อนอายุอันเก่าแก่ของบ้าน  ก่อนที่จะได้รับการบูรณะโดยเจ้าของร้านกาแฟเมื่อต้นปี ๒๕๕๒  บ้านหลังนี้ใช้สีทาบ้านซึ่งเป็นสีธรรมชาติทำมาจากดินที่นำมาจากทุ่งนาคราช นำมากรองแล้วผสมกับน้ำข้าวเหนียวซึ่งมีความคงทนหลายปี ปัจจุบัน บ้านหลังนี้ยังคงเป็นของตระกูลสิทธิสังข์
 
 
เจ้าของ นายประพฤติ สิทธิสังข์
ปีที่สร้าง ๒๔๖๓
 

 
 
5. Siri Osot and Boonpong & Brothers House 
 
    If the two adjoining buildings (Siri Osot and Boonpong Houses) deserve special attention due to their link to the local history of WWII in Kanchanaburi, Boonpong Sirivejabhand, the late owner, even deserves a more notable mention. Boonpong is a highly respected businessman who inherited the house from his father - a medical doctor/civil servant of the province.  During 2nd WW, Boonpong intensively involved in the trading with Japanese soldiers and won a bid in selling sleeping logs for the Death Railway construction under the Japanese supervision.  However, his shop house also welcome prisoners of war of various nationalities. Through this contact and his English language, he gradually acted as a messenger between these POWs and their countries, using secrets codes known among POWs and him only. Thanks to their secret operation, the allied countries successfully bombed the Bridge over the River Kwai. At the end of the war, Boonpong was granted the Royal decorations from the United Kingdom and the Netherlands in return for his help given to their citizens. The three-storey Boonpong house is now 74 years, while the two-storey Siri Osot pharmacy sitting next door is 92 year old, and completely transformed to be a pet shop. 
 
 
Owner Mr. Anusin Sirivajabhand 
Year built: 1917
 
บ้านสิริโอสถและบ้านบุญผ่องแอนด์บราเธอร์
 
หากอาคารสองหลังนี้สมควรได้รับความสนใจเนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ของสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในจังหวัดกาญจนบุรี  นายบุญผ่อง สิริเวชชะพันธ์ ผู้ได้รับมรดกอาคารหลังนี้จากหมอเขียนผู้เป็นพ่อ  (ขุนสิริเวชชะพันธ์) ก็สมควรได้รับการกล่าวถึงเป็นพิเศษด้วยเช่นเดียวกัน   นายบุญผ่องผู้วายชนต์เป็นนักธุรกิจที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงและในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เขาชนะการประมูลตัดไม้หมอนรถไฟให้กับญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม ร้านค้าของเขาก็ได้ต้อนรับเชลยศึกหลากหลายสัญชาติจำนวนมาก  จากการพบปะกันดังกล่าวและความสามารถด้านภาษาอังกฤษของเขาทำให้บุญผ่องได้กลายเป็นตัวเชื่อมระหว่างเชลยศึกและประเทศที่พวกเขาจากมา พวกเขาใช้รหัสลับในการส่งข้อความถึงกันโดยมีบุญผ่องและเชลยศึกเท่านั้นที่รู้ความหมาย  จากการปฏิบัติการลับๆ ดังกล่าวทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถทิ้งระเบิดทำลายสะพานข้ามแม่น้ำแควได้อย่างแม่นยำ เมื่อสิ้นสุดสงคราม บุญผ่องได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากประเทศอังกฤษและเนเธอร์แลนด์เพื่อตอบแทนที่เขาได้ช่วยเหลือเชลยศึกในระหว่างสงคราม  ขณะนี้บ้านบุญผ่องซึ่งเป็นตึกสามชั้นมีอายุ ๗๔ ปี  และร้านสิริโอสถซึ่งเป็นตึกสองชั้นตั้งอยู่ถัดไปมีอายุ ๙๒ ปี ปัจจุบันสิริโอสถเปลี่ยนเป็นร้านขายอาหารสัตว์ แต่ในอดีตเป็นร้านขายยาแผนโบราณ
 
 
เจ้าของ ร.ต.อ. อนุศิลป์ สิริเวชชะพันธ์
ปีที่สร้าง ๒๔๖๐
 

 
 
 6. Boonyiam Jewelry Shop (Chansiri House)
 
The same age and style as Sitthisang house, this 82 years old building well reflects the popular architecture fusion of Chino-Portuguese as found in other buildings of the same period. The Roman Neoclassic-styled posts supporting the upper balcony, the charming arches over the double casement windows on the upper floor are apparently dominant features of the house which is obviously one of the main characters of this old town street. Apart from the new front door, the exterior looks the same as it did in the past, but the interior has been completely changed. The house is now owned by a bicycle shop on the opposite side of the street.
 
 
Owner Uncle Ah (bicycle shop owner)
Year built: 1927
 
บ้านบุญเยี่ยม เจียระไน (คุ้มจันทร์ศิริ)
 
      บ้านตึกสองชั้นหลังนี้มีอายุพอๆ กับบ้านสิทธิสังข์ (๘๐-๙๐ ปี) และมีลักษณะการผสมผสานทางสถาปัตยกรรมแบบชิโน-โปตุกีสซึ่งเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมในยุคสมัยดังกล่าว  เสาแบบโรมันคลาสสิกรองรับระเบียงที่ยื่นออกมาและช่องลมทึบเป็นรูปโค้งเหนือหน้าต่างบานคู่ชั้นบนที่อ่อนช้อยมีเสน่ห์เป็นจุดเด่นของบ้านหลังนี้ และเป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นอย่างหนึ่งของถนนปากแพรกในย่านเมืองเก่า  ยกเว้นประตูหน้าบ้านที่เปลี่ยนประตูบานพับเหล็กแล้ว การตกแต่งภายนอกยังคงอยู่ในสภาพเดิมอย่างที่เคยเป็นในอดีตแต่ภายในถูกเปลี่ยนแปลงเพื่อประโยชน์ใช้สอยในปัจจุบัน ปัจจุบันอยู่ในความครอบครองของร้านซ่อมจักรยานที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงกันข้าม 
 
 
เจ้าของ โกอ๋า (ร้านจักรยาน)
ปีที่สร้าง ประมาณปี ๒๔๗๐
 

 
7. Thai Yong & Thai Seri Shop houses 
 
   The two-storey, half-wood building obviously has an impressive parapet on the balcony of the upper floor. The parapet has a rare but nice pattern (known in Thai as Dhevbhanom) not seen anymore in modern buildings. Similarly to other buildings of the same period, neatly floral wood carving of the front doors clearly add more charms to this row-house building. It originally had a concrete roof. The year it was built is not exactly known, but it is said that it must have been built before WWII took place. It is then approximately 87 years old. At certain time, it was turned into a hospital run by a missionary. 
 
 
Owner Mrs. Yai Saeliang and Mr. Kovit Kruthanurat 
Year built: not exactly known but before WWII period 
 
ร้านไทยยงและไทยเสรี
 
  บ้านร้านค้าครึ่งไม้ครึ่งปูนหลังนี้มีราวลูกกรงบนระเบียงชั้นบนที่สวยงามน่าประทับใจอย่างเห็นได้ชัดเจน ลวดลายลูกกรงปูนเป็นรูปเทพพนมที่หายากและไม่สามารถพบเห็นได้อีกแล้วจากตึกสมัยใหม่   นอกจากนี้ลวดลายก้านขดที่ฉลุบนกรอบประตูชั้นล่างก็เสริมเสน่ห์ให้แก่ตึกแถวหลังนี้มากขึ้นเช่นเดียวกับอาคารหลังอื่นๆ ที่ร่วมยุคสมัยเดียวกัน หลังคาบ้านเดิมเป็นปูน  ปีที่ก่อสร้างยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดแต่กล่าวกันว่าสร้างก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่สองแน่นอน คาดว่าปัจจุบันอาคารหลังนี้มีอายุประมาณ ๘๗ ปี และมีช่วงหนึ่งที่เคยเป็นโรงพยาบาลโดยครูสอนศาสนาเป็นผู้เปิดให้บริการ 
 
 
เจ้าของ นางใหญ่ แซ่เหลียง และนายโกวิท  ครุฑฒานุรัถ 
ปีที่สร้าง ก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ แต่ไม่ทราบปีแน่ชัด 
 
 

 
 
8. Chuan Panich House 
 
      A two and half storey house, opposite Sirichumsang building, appears very solid due to its concrete structure, a beehive-like sun screen added later even reinforces its solid appearance. The cement used to build the house was imported from overseas, but craftsmanship sought locally. The total construction cost was THB9,000 (US$272) when it was finished 80 years ago. In the old days, when the River Kwae Yai has not yet been forced to change its way to where it is today, this shop house was located  by the river, selling groceries and temple stuff to passers-by who came by boat. The Chinese character is prevailing as obviously seen in its parapets and the house sign over its originally foldable front door. 
 
 
Owner Mr. Surapol Tantivanich 
Year built: 1929
 
บ้านชวนพานิช
 
 ตึกแถวสองชั้นครึ่งหลังนี้ตั้งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับบ้านศิริชุมแสงและดูแข็งแรงทนทานจากโครงสร้างที่หล่อปูนทั้งหลัง กันสาดกันแดดที่คล้ายรังผึ้งซึ่งเพิ่มเติมทีหลังยิ่งตอกย้ำลักษณะเด่นนี้  ปูนที่ใช้ในการก่อสร้างเป็นปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์นำเข้าจากต่างประเทศแต่จ้างช่างพื้นบ้านเป็นผู้ก่อสร้าง ค่าก่อสร้างทั้งหมดประมาณ ๙๐๐๐ บาทเมื่อสมัยแปดสิบปีที่แล้ว  ในอดีต เมื่อตลิ่งริมแควใหญ่ยังไม่ได้ถูกถมและแม่น้ำยังไม่เปลี่ยนทิศทางการไหล บ้านร้านค้าแห่งนี้เคยตั้งอยู่ริมน้ำ ขายเครื่องบวชและของชำให้แก่ผู้ที่สัญจรไปมาทางเรือ ลักษณะเฉพาะตัวแบบจีนยังมองเห็นได้ชัดเจนจากลวดลายลูกกรงระเบียงและป้ายชื่อร้านหน้าประตูทางเข้าที่เป็นของแท้ดั้งเดิม 
 
 
เจ้าของ นายสุรพล ตันติวานิช
ปีที่สร้าง ๒๔๗๒
 

 
9. Sirichumsang Shop house 
 
    A large row-house building appears ordinary but attractive due to its minimum decorations apart from the stucco decoration on top of the posts over the upper balcony with old-aged looking parapets. Coloured glass decoration on the window breasts adds more colours to the building (newly painted).  A heritage of Sirichumsang family, the building is now 77 years old. It has been famous as a gun shop and it still is today.
 
 
Owner Mr. Visan Sirichumsang
Year built: 1932
 
บ้านศิริชุมแสง
 
  ตึกแถวสองชั้นขนาดใหญ่ ๓ คูหาดูธรรมดาแต่มีเสน่ห์เพราะมีการตกแต่งเพียงเล็กน้อยนอกเหนือจากลวดลายบัวรับที่คอหัวเสาซึ่งทำให้เกิดเป็นลักษณะเหมือนซุ้มโค้งเหนือระเบียงชั้นบนที่โดดเด่นด้วยลายลูกกรงซึ่งสะท้อนอายุอันเก่าแก่  การตกแต่งกระจกสีบนกรอบหน้าต่างบานคู่ช่วยเติมสีสันให้อาคารหลังนี้ (ผ่านการซ่อมแซมและทาสีใหม่)  ปัจจุบันเป็นมรดกของตระกูลศิริชุมแสงและมีอายุประมาณ ๗๗ ปี มีชื่อเสียงมานานในฐานะร้านขายปืนและปัจจุบันก็ยังคงดำเนินธุรกิจเดิมอยู่
 
 
เจ้าของ นายวิศาล ศิริชุมแสง 
ปีที่สร้าง ประมาณปี ๒๔๗๕
 
 

 
 
10. Hua Hong Shop
 
      A 90 year old, two-storey house was built by the same owner of Kanchanaburi Hotel, on the other side of the street, with little help from local builders.  Similarly to others, the half-wood half-concrete building presents the dominant architectural characters and influences of the period it was built (King Rama V, 1868-1910).   Its balanced structure, elegant parapets, simple but beautiful foldable door, neatly made eaves decorated with stucco work supported by pillars, altogether represent the legacy of Sino-Portuguese architecture of the 19th century. The main structure of the house is still in its original form, only the foldable teak front door and the ground floor that have been renovated. The shop-cum-house currently belongs to the third generation of Naivinit family. 
 
 
Owner Mr. Varong Naivinit 
Year built: 1919
 
ร้านฮั้วฮง
 
    อาคารอายุ 90 ปีหลังนี้สร้างโดยชาวจีนซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกับโรงแรมกาญจนบุรี บนอีกฝั่งหนึ่งของถนนปากแพรก  โดยมีช่างพื้นเมืองช่วยเหลือในการก่อสร้างเพียงเล็กน้อย    บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้หลังนี้คล้ายคลึงกับอาคารหลังอื่นๆ ที่ได้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลและลักษณะเฉพาะทางสถาปัตยกรรมในยุคสมัยที่มันถูกสร้างขึ้น (รัชกาลที่ ๕, ๒๔๑๑-๒๔๕๓)   ผังโครงสร้างที่สมดุลของบ้าน  ราวลูกกรงระเบียงที่เรียบหรู  ประตูบานเฟี้ยมที่เรียบง่ายแต่งดงาม เชิงชายหล่อเป็นปูนประดับและเสาที่รองรับอย่างสมดุล    ทั้งหมดทั้งมวลต่างเป็นตัวแทนของสถาปัตยกรรมจีน-โปตุกีส จากยุคสมัยรัตนโกสินทร์ตอนกลางที่ยังคงหลงเหลือตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน  โครงสร้างหลักของอาคารหลังนี้ยังคงอยู่ในสภาพเดิมทุกประการ มีเพียงประตูบานพับไม้สักเดิมและพื้นชั้นล่างที่ได้รับการปรับปรุง ปัจจุบันบ้านซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นร้านค้าตกทอดเป็นมรดกของสมาชิกรุ่นที่สามของครอบครัวนัยวินิจ 
 
เจ้าของ นายสมจิตต์ เสตะพันธุ์
ปีที่สร้าง ๒๔๖๒
 

 

 
11. Siwapa House 
 
    The 90 year-old house is at the same age and in a similar style as its neighbouring buildings on the same strip. However, a key characteristic feature has been removed: its traditional foldable front door was replaced by a modern one. The split-tiled roof is still preserved in its original form.   Though it appears very simple, but its construction method deserves a notable mention. The grandfather of the present owner built the house of his own by using a traditional technique and natural materials locally available in Kanchanaburi. The plastered brick walls were made by using a mixed component of sand and lime, thoroughly blended until sticky enough to be used as plaster cement.  It was open as a bicycle shop, also selling groceries in the old days.  
 
 
Owner Mr. Thera Thiamthae
Year built: estimated 1917
 
บ้านศิวภา
 
       บ้าน 90 ปีหลังนี้มีอายุพอๆ กับอาคารที่ตั้งอยู่ติดกันและมีรูปแบบการทางสถาปัตยกรรมที่คล้ายคลึงกัน  อย่างไรก็ตาม ลักษณะเฉพาะตัวที่สำคัญประการหนึ่งได้หายไป นั่นก็คือ ประตูบานเฟี้ยมถูกแทนที่ด้วยประตูบานพับเหล็ก  แต่หลังคามุงกระเบื้องยังคงรักษาอยู่ในสภาพเดิม  ถึงแม้ว่าบ้านหลังนี้จะดูเรียบง่าย แต่วิธีการก่อสร้างของมันสมควรได้รับการกล่าวถึง ปู่ของเจ้าของบ้านคนปัจจุบันเป็นผู้สร้างบ้านหลังนี้ด้วยมือเขาเองโดยใช้วิธีการแบบโบราณและวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่นกาญจนบุรี  ผนังบ้านก่อด้วยอิฐ ปูนที่ใช้แทนปูนซีเมนต์ทำมาจากดินทรายผสมกับปูนขาว และตำให้เหนียวข้นเพื่อใช้แทนปูน ในอดีต เคยเปิดเป็นร้านขายของชำและซ่อมจักรยาน 
 
เจ้าของ นายธีระ เทียมแท้
ปีที่สร้าง ประมาณ ๒๔๖๐
 

 
12. Srichamnong Panich 
 
      The Srichamnong Panich shop, at its 90, partly forms a strip row-house building that characterizes the Chinese trading community – a prevailing and dominant feature of Pak Praek street. It was built by a man of Chinese origin who ran a shop selling forest products from Kanchanaburi wilderness areas. 
 
 
Owner Mrs. Buasri Jiajamroon
Year built: estimated 1917
 
 ร้านศรีจำนงค์พานิช
 
  ร้านศรีจำนงค์พานิชในวันเวลาที่อายุครบ 90 ปี เป็นส่วนหนึ่งของตึกแถวที่เรียงยาวขนานไปกับถนนซึ่งสะท้อนลักษณะเฉพาะตัวของย่านการค้าของชุมชนชาวจีนที่ยังคงปรากฎให้เห็นและเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของถนนปากแพรก  บ้านหลังนี้สร้างโดยเจ้าของที่มาจากเมืองจีนและเปิดเป็นร้านขายของป่าที่เก็บหาได้จากป่าดงรกชัฎของกาญจนบุรี 
 
เจ้าของ นางบัวศรี เจียจำรูญ
ปีที่สร้าง ๒๔๖๐
 
 

 

 
13. Kanchanaburi Hotel 
 
    A 72 year-old, three storey building is another hotel which was built before WWII period. The architecture style of the hotel with 14 rooms was primarily influenced by the Chinese buildings seen in China – an origin of the owner. The most outstanding feature may be the coloured glass decoration of the windows, particularly those sitting between the balconies on the top floor. The room rate was THB2-4 per night before increasing to THB60-70 (US$10) twenty years ago. Most of its customers were timber traders from the forested districts of Thong Papoom and Sangklaburi, and civil servants who came for meetings as well as members of minority groups living along Thai-Burma border. 
 
 
Owner Miss Nongnuch Manoj
Year built: 1937
 
โรงแรมกาญจนบุรี 
 
  อาคารตึกหลังนี้เป็นโรงแรมอีกแห่งหนึ่งที่สร้างขึ้นก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒  รูปแบบของโรงแรมที่มี ๑๔ ห้องนี้ได้เลียนแบบการสร้างจากอาคารที่เห็นในประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศบ้านเกิดของเจ้าของโรงแรม  ลักษณะที่โดดเด่นสะดุดตาที่สุดของอาคารนี้น่าจะเป็นการประดับกระจกสีบนกรอบหน้าต่าง โดยเฉพาะหน้าต่างกระจกสีบนชั้นสามของอาคารที่ขนาบข้างด้วยระเบียงสองฝั่ง  ค่าเช่าห้องในสมัยนั้นคิดคืนละ ๒-๔ บาท และเมื่อประมาณยี่สิบปีที่แล้วเพิ่มเป็นคืนละ ๖๐-๗๐ บาท ลูกค้าโดยส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าไม้จากอำเภอทองผาภูมิและสังขละบุรี ข้าราชการที่มาประชุม รวมทั้งชนกลุ่มน้อยที่อยู่ตามแนวชายแดนไทยพม่า 
 
เจ้าของ นางสาวนงนุช มาโนช
ปีที่สร้าง ๒๔๘๐
 

 
14.  Taem Thong Residence 
    
       The first concrete building of its kind in Kanchanaburi needs special attention from the street goers. At a glance, it is eye catching thanks to its exterior that looks like a Chinese shrine rather than a house. In fact there was a shrine in front of the house before it was moved to another place nearby. A closer look at its front gate will introduce visitors to a mural painting originally painted by Chinese artisans. Built towards the end of King Rama IV period, the approximately 142 year-old Taem Thong house was open as a shop and traditional pharmacy known as Yi Gong Si. It was located on the bank of the River Kwae Yai before the waterway changed to where it is today. The house, well protected by the Chinese styled wall, is half-wood half-concrete, with the stucco floral decoration on its gable.  When there was a fire accident, it was the only one house that survived the fire. Until today, the house has been lived by five generations of Taem Thong family. 
 
 
Owner Mrs. Patcharee Taemthong
Year built: 1867
 
 
บ้านแต้มทอง
 
 บ้านแต้มทองซึ่งเป็นอาคารตึกหลังแรกของกาญจนบุรีสมควรได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากผู้มาเที่ยวถนนปากแพรก บ้านหลังนี้สะดุดสายตาเนื่องจากลักษณะภายนอกที่ดูเหมือนศาลเจ้า อย่างไรก็ตาม ในอดีตเคยมีศาลเจ้าตั้งอยู่หน้าบ้านก่อนที่จะย้ายไปรวมกับศาลเจ้าพ่อกวนจง  ด้านหน้าบ้านมีกำแพงล้อม ทางเข้าทำเป็นซุ้มประตูแบบเก๋งจีนและที่ผนังซุ้มประตูมีภาพเขียนแบบลายจีน  บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้สองชั้นหลังนี้สร้างขึ้นตอนปลายรัชกาลที่ ๔ คาบเกี่ยวต้นรัชกาลที่ ๕  มีอายุประมาณ ๑๔๒ ปี หน้าจั่วของบ้านเป็นปูนปั้นลวดลายจีน  ในอดีตเคยเปิดเป็นร้านขายของและขายยาจีนเรียกว่า ยี่กงซี ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแควใหญ่ ก่อนที่แม่น้ำจะเปลี่ยนทิศทางในเวลาต่อมา  เมื่อครั้งเกิดไฟไหม้ เป็นบ้านหลังเดียวที่รอดพ้นจากไฟ  จนถึงปัจจุบัน บ้านแต้มทองได้เป็นที่อาศัยพักพิงของคนในตระกูลถึงห้ารุ่นด้วยกัน 
 
 
เจ้าของ นางพัชรี แต้มทอง
ปีที่สร้าง ๒๔๑๐
 

 
15. Boonchai Panich Shop House 
 
     Similarly to Hua Hong house sitting on the same strip, the concrete building of Boonchai house presents a well-balanced fusion of the building design mainly influenced by Chinese and European architectures.  Remarkably, its beautiful foldable front door and the upper balcony as well as its wood work decoration make the house especially attractive for passers-by.  
 
 
Owner           Mrs. Rattana Boonchai  
Year built:    
 
 
บ้านบุญไชย 
 
     บ้านบุญชัยคล้ายคลึงกับบ้านฮั้วฮงที่เป็นส่วนหนึ่งของตึกแถวเดียวกันซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการผสมผสานที่ลงตัวของรูปแบบการสร้างที่ได้รับอิทธิพลหลักๆ จากสถาปัตยกรรมจีนและยุโรป  สิ่งที่น่าสังเกตคือประตูบานเฟี้ยมที่สวยงามเรียบง่าย ระเบียงชั้นบนที่ยื่นออกมามีเสาซึ่งตกแต่งด้วยบัวหัวเสารองรับและงานไม้ฉลุซึ่งทำให้บ้านหลังนี้ดูน่าดึงดูดใจเป็นพิเศษสำหรับผู้ผ่านไปมา 
 
เจ้าของ นางรัตนา บุญไชย
ปีที่สร้าง
 
 

 
 

 
16. Rattanakusum House
 
    Distancing itself from the strip row-house buildings in the interior of the community, a 100 year-old Rattanakusum wooden house is considerably outstanding thanks to its impressively carved wood decorations over the front door and the balcony of the upper floor. The original wood work such as foldable doors and the gable end has well been preserved, and some parts of the house i.e. floor, roof and wall, have been restored and modified. Similarly to other key buildings on the street, this gable roofed house has a historical link with WWII in Kanchanaburi. During that period, it was rent to a high-ranking Japanese army officer to stay with his soldiers throughout the war period. When Japan was defeated, the tenant gave the Japanese porcelain and Samurai sword to the house owner (Mr. Thong Rattanakusum - lawyer) as a memorable gift. But the most memorable event of Rattanakusum family is that the present Supreme Patriarch presided over the marriage ceremony of the late owner’s daughter who has inherited the house from her beloved father. This special visit is regarded as the most auspicious event experienced by the family.            
 
 
Owner Mrs. Wanida Plathip 
Year built: 1909
 
บ้านรัตนกุสุมภ์
 
   บ้านรัตนกุสุมภ์ตั้งอยู่ห่างจากบ้านเรือนร้านค้าที่เป็นตึกแถวอยู่ลึกเข้าไปภายในชุมชนบนถนนปากแพรก  บ้านไม้อายุ ๑๐๐ ปี หลังนี้ค่อนข้างโดดเด่นในตัวของมันเองเนื่องจากลวดลายฉลุเหนือประตูบานเฟี้ยมและเหนือระเบียงชั้นบนที่ประณีตสวยงามน่าประทับใจ  งานไม้ต่างๆ เช่น ประตูและหน้าจั่ว ได้รับการอนุรักษ์ให้คงอยู่ในรูปแบบเดิม บางส่วนของบ้านได้รับการซ่อมแซมและดัดแปลงใหม่บ้าง เช่น พื้น หลังคาและผนังชั้นล่างซึ่งก่ออิฐโชว์   เช่นเดียวกับอาคารสำคัญอื่นๆ บนถนนปากแพรก  บ้านทรงมะนิลาหลังนี้มีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในยุคสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ด้วยเช่นกัน  โดยเจ้าของบ้าน (นายทอง รัตนกุสุมภ์-ทนายความ)  ได้ให้นายทหารญี่ปุ่นชื่อ นายพันนาการิ มาระ กับลูกน้องอีก ๕ นาย เช่าอาศัยอยู่ หลังจากญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงคราม นายพันนาการิได้มอบชุดเครื่องลายครามและดาบซามูไรไว้เป็นที่ระลึก   แต่เหตุการณ์ที่น่าจดจำมากที่สุดสำหรับครอบครัวรัตนกุสุมภ์คือการที่สมเด็จญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายกได้เสด็จมาประทานน้ำพระพุทธมนต์และพระพุทธรูป ภปร. ๕ นิ้ว เนื่องในโอกาสวันสมรสของลูกสาวของเจ้าของบ้าน ซึ่งได้รับมรดกบ้านหลังนี้จากพ่อผู้เป็นที่รัก เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นสิริมงคลสูงสุดของครอบครัว 
 
 
เจ้าของ นางวนิดา ปลาทิพย์
ปีที่สร้าง ๒๔๕๒
 

 
17. Suthi House 
 
    The hip-roofed building is probably most characterised by its outstanding covered verandah with the stucco floral decoration on the gable with the family name ‘Thanasobhon’ written on it.  Built during the reign of King Rama VI, this two storey concrete house also has impressive carved wood decorations as seen over the balconies both on the ground floor and upper floor.  The stucco decoration on the window lintels is also worth noted. At its 82, the cement tiled roof is still in its original shape, and the house is protected by the wall with a simple but nice entrance in the front. 
 
 
Owner Mr. Jamlong Thanasobhon
Year built: 1927
 
 
บ้านสุธี
 
   ลักษณะเฉพาะที่เด่นที่สุดของบ้านทรงปั้นหยาก่ออิฐถือปูนหลังนี้อาจจะเป็นมุขชั้นบนที่มีหน้าจั่วซึ่งเป็นปูนปั้นลายเครือเถาเขียนว่า “ธนโสภณ” บ้านตึกสองชั้นสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๖ และมีงานไม้ฉลุที่สวยงามประทับใจเหนือระเบียงทั้งชั้นล่างและชั้นบน  ลายปูนปั้นแบบโค้งตั้งเหนือกรอบหน้าต่างด้านบนเป็นช่องแสงทึบ หลังคามุงด้วยกระเบื้องซีเมนต์และยังคงอยู่ในสภาพเดิม บ้านที่มีอายุครบ ๘๒ ปีในปีนี้ล้อมด้วยกำแพงที่มีซุ้มประตูทางเข้าดูเรียบง่ายแต่สวยงาม   เจ้าของบ้านเดิมชื่อนายโหงวฮก ธนโสภณ ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับภรรยาของพลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาอดีตนายกรัฐมนตรี
 
เจ้าของ นายจำลอง ธนะโสภณ
ปีที่สร้าง ๒๔๗๐
 

 
 18. Nivas Sansuk House 
 
   The 72 year-old, two storey wooden house has similar characters as its adjoining neighbour – Suthi House. It has a characteristic gable roof, balcony, with notable large front doors and strip windows around the house. It has been restored, modified and newly painted but not losing its original character.  Notably, it was a newlywed house of the former prime minister (Praya Phahol Polphayuhasena) during the reign of the King Rama VII. Today it belongs to Manoj family.
 
 
Owner Mr. Sirichai Manoj
Year built: 1937
 
บ้านนิวาศแสนสุข
 
    บ้านไม้สองชั้นอายุ ๗๒ ปี หลังนี้มีลักษณะบางอย่างที่คล้ายคลึงกันกับบ้านสุธี  คือมีหลังคาทรงปั้นหยา มีมุขยื่นออกมาทางซ้าย และที่น่าสังเกตคือมีประตูไม้บานใหญ่และบานหน้าต่างเรียงติดต่อกันเป็นแนวยาว  เจ้าของคนปัจจุบันได้บูรณะ ดัดแปลงและทาสีใหม่หมดทั้งหลังแต่ไม่ทำให้เสียสภาพเดิม  สิ่งที่ควรจะได้รับการบันทึกไว้ก็คือบ้านหลังนี้เคยเป็นเรือนหอของพลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาอดีตนายกรัฐมนตรีในสมัยรัชกาลที่ ๗    ปัจจุบันตกเป็นของตระกูลมาโนช
 
 
เจ้าของ นายศิริชัย มาโนช
ปีที่สร้าง ๒๔๘๐
 

 
19. Amnuay Choke House 
 
     Though unfortunately neglected in a bad condition, the two-storey concrete house is still able to reflect its glory in the past through the legacy of its architecture from the reign of King Rama V. Similarly to Nivas Sansuk and Suthi houses that share the same age next door, it has a wall with a simple gate in the front. But perhaps what makes this house most attractive may be the gentle arches over the balconies both on the ground floor and the upper floor. The flat roof and the upper balcony have simple but charming parapets.  
 
 
Owner Mr. Kafong 
Year built: estimated 1917 
 
 
บ้านอำนวยโชค
 
 ถึงแม้ว่าจะถูกปล่อยทิ้งร้างจนอยู่ในสภาพที่เป็นซากปรักหักพังในปัจจุบัน อาคารตึกสองชั้นก่ออิฐถือปูนหลังนี้ก็ยังคงสะท้อนให้เห็นถึงอดีตอันรุ่งเรืองของมันผ่านสถาปัตยกรรมที่หลงเหลือตกทอดมาจากสมัยรัชกาลที่ ๕    คล้ายคลึงกับบ้านที่ตั้งอยู่ถัดไปสองหลังคือบ้านนิวาศแสนสุขและบ้านสุธี  ซึ่งอยู่ในยุคสมัยเดียวกัน บ้านอำนวยโชคมีกำแพงล้อมรอบและมีซุ้มประตูทางเข้าที่ดูเรียบง่ายอยู่ด้านหน้า  แต่สิ่งที่ทำให้บ้านหลังนี้ดูโดดเด่นสวยงามที่สุดน่าจะเป็นโค้งระหว่างเสาเหนือระเบียงทั้งชั้นบนและชั้นล่าง  หลังคาแบนราบและระเบียงมีราวลูกกรงที่ดูเรียบง่ายแต่มีเสน่ห์
 
เจ้าของ นายสมจิตต์ เสตะพันธุ์
ปีที่สร้าง ประมาณ ๒๔๖๐
 

 
20. Kulsuwan House 
 
    Influenced by the building design as seen in Singapore, Kulsuwan house was built in 1878 towards the ending period of King Rama V, with a hipped-roof style which was once popular in mid Bangkok era. The gable has a window shutter for air ventilation essential for the tropical climate of Thailand. The pent roof at the back of the upper floor is in a good shape with original split-tiles as commonly used in the traditional Thai house construction in the old days.  The balcony is decorated with  coloured glasses as well as the doors. 
 
บ้านกุลสุวรรณ
 
     บ้านกุลสุวรรณสร้างขึ้นประมาณปี ๒๔๒๑ ตอนปลายรัชกาลที่ ๕ โดยได้รับอิทธิพลจากแบบบ้านที่พบเห็นในสิงคโปร์  มีลักษณะเป็นบ้านไม้สองชั้น หลังคาทรงปั้นหยา ซึ่งเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมในยุคกลางของรัตนโกสินทร์  หน้าจั่วเป็นบานเกล็ดระบายอากาศซึ่งสำคัญยิ่งสำหรับอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย  มุขหลังมุงด้วยกระเบื้องซีเมนต์ข้าวหลามตัดที่นิยมใช้ในการสร้างบ้านเรือนไทยในอดีต  บริเวณระเบียงและเหนือประตูโดดเด่นสะดุดตาด้วยการประดับกระจกสี 
 
เจ้าของ นายสมจิตต์ เสตะพันธุ์
ปีที่สร้าง ๒๔๕๘
 

 
 
21. Khotchawat House 
 
      Though the original building was completely torn down due to its  degradation over time and replaced by a modern one about fifty years ago, the Kotchawat house deserves special attention from passsers-by as this is where the present Supreme Patriarch spent his childhood. Photos featuring the supreme patriarch with the family are displayed inside the house.  
 
 
Owner   Mr. Chamnian Kotchawat
Year built:    estimated 1921
 
บ้านคชวัตร
 
  ถึงแม้ว่าบ้านหลังเดิมถูกรื้อทิ้งเนื่องจากผุพังไปตามกาลเวลาและบ้านหลังปัจจุบันถูกสร้างขึ้นแทนเมื่อประมาณห้าสิบปีที่แล้ว แต่บ้านคชวัตรสมควรได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากผู้สัญจรไปมา เนื่องจากเคยเป็นสถานที่ประทับของสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลสังฆปรินายกองค์ปัจจุบัน  ภายในบ้านมีเรื่องราวและรูปภาพต่างๆ เกี่ยวกับสมเด็จพระญาณสังวรฯ กับครอบครัว 
 
 
เจ้าของ นายจำเนียร คชวัตร (น้องชายสมเด็จพระณาณสังวรฯ)
ปีที่สร้าง               ประมาณ ๒๔๖๔
 
 
 
22. 
 
    A one and a half storey building has a distinguished square shaped plan. Simple architecture is made attractive by its foldable front doors and gently arched ventilating gabs above the doors. The house walls were made of bricks and plastered, while the upper floor made of wood. The plain tiled roof, as well as the doors and windows on the walls, is still in its original form. 
 
 
Owner   Mrs. Prakhong Chinpinchaliaw
Year built  1887
 
    บ้านไม้ชั้นครึ่ง ก่ออิฐถือปูนมีพื้นที่เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ทำให้มันดูแตกต่างจากบ้านหลังอื่น รูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่เรียบง่ายดูน่าสนใจมากขึ้นจากประตูบานเฟี้ยมและช่องลมโค้งเล็กน้อยเป็นลูกกรงเหล็กเหนือประตู  มีบันไดชันขึ้นชั้นบน หลังคามุงด้วยกระเบื้องข้าวหลามตัด ด้านข้างมีประตูและหน้าต่างซึ่งยังคงอยู่ในสภาพเดิม ชั้นบนสร้างด้วยไม้ 
 
 
เจ้าของ     นางประคอง ชิ้นปิ่นเฉลียว
ปีที่สร้าง   ๒๔๓๐
 

 
ไกด์สาธิต  รายงาน
ติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บ.เจ.ทราเวล เซอร์วิส ( กาญจนบุรี )
โทร. 034-513455 หรือ 081-8580228
เว็ปไซด์ 
www.tourmuangkan.com
อีเมล์  J.Travelservice@gmail.com

 




บทความแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวกาญจนบุรี

น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น article
อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ
อุทยานแห่งชาติเขาแหลม
ทองผาภูมิ article
สังขละบุรี article
น้ำตกผาสวรรค์
พุน้ำร้อนหินดาด
ตามรอยสะด่อง
คลิตี้ล่าง article
"ปิล๊อก" article
ขึ้นห้างดูช้าง article
หมู่บ้านกะเหรี่ยงกองม่องทะ
น้ำตกภูเตย
"น้ำตกเอราวัณ" article
"เมืองกาญจน์" สวรรค์แห่งใหม่ของนักเที่ยวผจญภัย
"ทองผาภูมิ" article
ไหว้พระธาตุเมืองกาญจน์ที่ "วัดถ้ำเสือ วัดถ้ำเขาน้อย" article
ข้อมูลที่เที่ยวกาญจนบุรี
บ้านหนองขาว
สำนักปฏิบัติธรรมแดนมหามงคล (เกาะมหามงคล) article
วัดสุนันทวนาราม
บ้านช.ช้างชรา article
หมู่บ้านเด็ก article
มหัศจรรย์เมืองกาญจน์ กับมงคลหมายเลข 3 article
โครงการท่องเที่ยว พล.ร.9 article
เจดีย์ยุทธหัตถี...อยู่ที่ไหน
ปฏิบัติธรรมวัดท่าเสด็จ article
ผจญป่าฝ่าสายน้ำที่"กาญจนบุรี" ทริปนี้เหนื่อย-เปียก แต่มันสะใจ



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล