บ้านช.ช้างชรา
ReadyPlanet.com
dot
Licence No.11 / 07385
dot
ล่องแพกาญจนบุรี
dot
รับข่าวสาร

dot
bulletอัลบั้มภาพ




บ้านช.ช้างชรา article

 เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก กับ   

เจ.ทราเวล เซอร์วิส ( กาญจนบุรี )

บริษัทท่องเที่ยวของคนเมืองกาญจน์  
 


ประวัติความเป็นมาของศูนย์อนุรักษ์ช้างกาญจนบุรี : บ้านช.ช้างชรา 
 
          ศูนย์อนุรักษ์ช้างกาญจนบุรี หรือ บ้านช. ช้างชรา ตั้งอยู่ที่หมู่ 4 บ้านหนองหอย ตำบลวังด้ง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เนื้อที่ 130 ไร่ ระยะทาง 32 กิโลเมตรจากตัวเมืองกาญจนบุรี เริ่มก่อตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2551 โดยนายสัตวแพทย์สามารถ ประสิทธิ์ผล หัวหน้ากลุ่มพัฒนาสุขภาพสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดกาญจนบุรี ผู้ซึ่งคลุกคลีกับช้างมาตลอดชีวิตการทำงานกรมปศุสัตว์ ซึ่งได้มองเห็นสภาพปัญหาของช้างที่เกิดขึ้น ทั้งปัญหาช้างบาดเจ็บ ช้างชราที่ประสบปัญหาในการดูแลสุขภาพ ช้างเร่ร่อน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นช้างด้อยโอกาสไม่สามารถทำงานตามปางช้างได้ จึงได้มองหาสถานที่สำหรับแก้ไขปัญหาช้างที่เกิดขึ้นซึ่งจะต้องเป็นสถานที่ที่มีความพร้อมในการเลี้ยงดูช้าง มีความเป็นธรรมชาติ มีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับช้าง โครงการแก้ไขปัญหาช้างจึงเกิดขึ้นโดยมีเจ้าของที่ดินผู้มีจิตใจอันเป็นกุศลเป็นผู้อนุญาตให้ใช้สถานที่ในการจัดทำโครงการเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่เลี้ยงดูช้างชรา เป็นที่พักของช้างเร่ร่อน ซึ่งให้คนกับช้างได้ใกล้ชิดและเรียนรู้การใช้ชีวิตซึ่งกันและกัน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ สำหรับนักท่องเที่ยวและอาสาสมัครผู้รักช้างและต้องการให้ช้างไทยได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่เป็นสุข ท่ามกลางธรรมชาติที่งดงามของจังหวัดกาญจนบุรี กิจกรรมที่ทำร่วมกันอาทิ ปลูกพืชอาหารช้าง เช่น กล้วย อ้อย สับปะรด ฟักทอง หญ้าบาน่า, เลี้ยงช้างและอาบน้ำร่วมกับช้าง, การดูแลสุขภาพช้างเบื้องต้น
         
      ปัจจุบันบ้านช.ช้างชรา มีช้างอยู่ในความดูแลทั้งหมด 7 เชือก เป็นช้างชราที่อยู่ประจำ 6 เชือก และช้างเร่ร่อนที่ทางกรุงเทพมหานครฝากเลี้ยงไว้ 1 เชือก
                    1. พังคำมูลหรือน้องแก้ว เพศเมีย อายุ 59 ปี
                    2. พังสงกรานต์ เพศเมีย อายุ 70 ปี
                    3. พังอรอนงค์หรือพังอ้วน เพศเมีย อายุ 74 ปี
                    4. พังสมบูรณ์หรือน้องแต๋น เพศเมีย อายุ 55 ปี
                    5. พังมาลี เพศเมีย อายุ 39 ปี
                    6. สีดอนำโชค หรือโชคดี เพศผู้ อายุ 9 ปี
                    7. พังคำแสน เพศเมีย อายุ 70 ปี

 
ผู้ก่อตั้ง : บ้านช.ช้างชรา คือใคร
ประวัติสัตวแพทย์ประจำศูนย์อนุรักษ์ช้างกาญจนบุรี / ผู้ก่อตั้ง
 
     นายสัตวแพทย์สามารถ ประสิทธิ์ผล จบการศึกษาคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เข้ารับราชการครั้งแรกที่สถาบันวิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่งชาติ จังหวัดสุรินทร์เมื่อปีพ.ศ.2542 เป็นระยะเวลา 4 ปี เมื่อปี 2546 ย้ายเข้ามารับราชการในตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มพัฒนาสุขภาพสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดกาญจนบุรีจนถึงปัจจุบัน

กว่าจะเป็นหมอช้าง

                ผมเกิดที่อำเภอ อู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรีครับ เรียนชั้นประถมที่โรงเรียนรัตนศึกษาจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยความหวังของพ่อแม่และพี่ ๆ จึงส่งผมไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ผมได้เข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนวัดราชาธิวาส และผมได้เรียนจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผมก็สามารถสอบเทียบได้และได้ลาออกจากโรงเรียนเพื่อมาอ่านหนังสือสอบเพื่อรอเอนทรานส์ ในตอนนั้นความฝันของผมอยากเป็นหมอคนเอามาก ๆ ฉะนั้นในการเลือกคณะจึงไม่ลืมที่เลือกคณะแพทย์ศาสตร์อันดับต้น ๆ และสัตวแพทย์อันดับท้าย ๆ เพื่อผลสอบออกมาปรากฏว่า ผมเอนท์ติดคณะสัตวแพทย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์    ในใจหนึ่งก็แอบดีใจ เพราะอย่างไรเสียก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นหมอเหมือนกันถึงแม้ว่าจะเป็นหมอสัตว์ก็ยังดีกว่าไม่ติดอะไรเลย   เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็รีบโทรศัพท์แจ้งให้พ่อแม่และพี่ๆ ได้ทราบถึงข่าวดี ทุกคนดีใจมาก พ่อกับแม่บอกให้ผมตั้งใจเรียน   และผมก็ตั้งใจเรียนจนจบ เมื่อเรียนจบ งานแรกที่ได้ทำคือการเป็นเซลล์ขายยา   นับว่าเป็นงานที่สนุกงานหนึ่งเลยทีเดียวได้เดินทางออกไปพบลูกค้าอยู่เป็นประจำ เหมือนกับเที่ยวไปในตัว กระผมทำงานนี้ได้เพียง 1 ปี ก็ได้รับการสอบบรรจุเข้าทำงานที่กรมปศุสัตว์ โดยรับราชการครั้งแรกที่   สถาบันวิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่งชาติ   จังหวัดสุรินทร์ และที่แห่งนี้เอง เป็นที่ที่ผมได้สัมผัสกับช้าง ได้รักษาช้าง ได้รู้จักวิถีชีวิตคนส่วยหรือชาวกูยที่เลี้ยงช้าง   และที่แห่งนี้อีกละครับ ที่ทำให้ผมได้เจอคู่ชีวิตคือคุณน้ำฝน และมีลูกสาวที่น่ารัก น่าชัง 1 คน     เมื่อมาถึงบ้านผมจะอาบน้ำ ป้อนข้าว ให้นมจนลูกสาวหลับ เป็นกิจวัตรประจำวัน   เมื่อลูกสาว อายุย่าง 6 เดือน ผมก็มีอาการปวดหัวอย่างรุนแรงเป็นเวลา 1 สัปดาห์ กินยาอย่างไรก็ไม่หาย ในที่สุดผมก็เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลค่ายทหารประจำจังหวัดอยู่นานร่วมสัปดาห์ ต่อมาจึงตัดสินใจย้ายโรงพยาบาลมารักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลสุรินทร์และได้ขอให้หมอเอกซเรย์สมอง และผลปรากฏว่า   ผมมีเลือดออกในสมอง   และอีก 3 ชั่วโมงต่อมาคุณหมอที่โรงพยาบาลสุรินทร์ได้ส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลศิริราช หมอที่นี่บอกว่า ผมเป็นถุงน้ำคั่งในสมอง หรือถ้าเข้าใจง่าย ๆ ก็คือมีน้ำมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่ไม่สามารถระบายออกได้หมือนคนทั่วไป ทำให้ก้อนน้ำดังกล่าวไปเบียดเนื้อสมองใกล้เคียงทำให้มีเลือดออกในสมอง โดยอาการนี้เป็นความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด และสามารถรักษาให้หายได้โดยการผ่าตัดใส่ท่อระบายเพื่อลงช่องท้อง   และในเวลาต่อมาคุณหมอที่เชี่ยวชาญโรคนี้ก็ได้ผ่าตัดสมองของผมเป็นเวลาร่วม 4 ชั่วโมง หลังผ่าตัดผมพักฟื้นที่บ้านร่วมเดือน   และสามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติร่วม 3 ปี อาการปวดหัวแบบรุนแรงก็กลับมาเหมือนเดิม ญาติ ๆได้พาผมส่งโรงพยาบาลศิริราชอีกครั้ง ผลปรากฏว่า ท่อที่ระบายน้ำออกจากสมองหลุดครับ หมอก็เลยต้องผ่าตัดใส่เข้าไปใหม่ ณ ปัจจุบันผมหายเป็นปกติ          สืบเนื่องจากอาการป่วย ทำให้ญาติพี่น้องรู้สึกเป็นห่วงผมมาก จึงขอร้องให้ย้ายเข้ากรุงเทพฯ หรือจังหวัดใกล้เคียง      และจังหวัดที่สามารถย้ายมาได้คือ จังหวัดกาญจนบุรีนั่นเอง ในใจลึก ๆ ผมเองก็แอบดีใจว่ามาเมืองกาญจน์ก็ดีเหมือนกันนะ ไม่ต้องรักษาช้างแล้ว       แต่นั่นผมคิดผิดถนัดเลยครับ จังหวัดกาญจนบุรีมีปางช้างหลายแห่ง และมีช้างป่าอีกมากมาย มากกว่าที่สุรินทร์เสียอีก และคงหนีไม่พ้นที่ผมจะต้องเข้าไปดูแล รักษาช้างเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นช้างบ้านและช้างป่า    ในเมื่อชะตาฟ้าลิขิตเช่นนี้   ผมเองก็คงต้องขอปาวรนาตัวเพื่อช่วยช้าง 
              จากประสบการณ์ในการทำงาน ผมเองก็รู้สึกว่าช้างไทยของเรายังมีคุณภาพชีวิตที่ไม่สู้ดีสักเท่าไหร่นัก อีกทั้งสุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่ง   จากวันผ่านเป็นเดือนจากเดือนผ่านเป็นปี พยายามคิดว่าเราในฐานะหมอ เราจะช่วยช้างได้อย่างไร ในที่สุดก็รวบรวมเงินทอง บางส่วนหยิบยืมจากทางบ้านบ้าง เพื่อนฝูงบ้าง   เพื่อตั้ง ศูนย์อนุรักษ์ช้างกาญจนบุรีหรือที่รู้จักใน บ้าน ช.ช้างชรา ขึ้นมา   เพื่อนร่วมงานของผมหลายคน เคยถามผมว่า หมอจะทำไปเพื่ออะไร   ทำแล้วหมอได้อะไร    ทำไมหมอไม่เอาเวลาไปวิ่งเต้นตำแหน่งหน้าที่การงานของหมอให้สูงขึ้น คนดีมีความสามารถอย่างหมอน่าจะไปได้ไวน่ะ คำถามเหล่านี้ กระผมไม่มีคำตอบ   แต่ถ้าถามว่าผมทำแล้วช้างได้อะไร ประเทศไทยได้อะไร   สองคำถามนี้ผมมีคำตอบครับ อย่างน้อยก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยช้างไทยของเราได้ครับ
 

 
บ้านช.ช้างชรา มีโครงการอะไรบ้าง
 
  • โครงการช่วยเหลือช้างเร่ร่อนในกรุงเทพฯ
เนื่องจากมีนโยบายไม่ให้มีช้างเร่ร่อนเดินขายอาหารในกรุงเทพฯ อีกต่อไป กรุงเทพฯจึงติดต่อกรมปศุสัตว์ เพื่อหารือถึงแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง จากนั้นกรมปศุสัตว์ได้หารือกับ นายสัตวแพทย์สามารถ ประสิทธิ์ผลอีกครั้ง นายสัตวแพทย์สามารถ ประสิทธิ์ผลจึงแนะนำไปว่า ให้กรมปศุสัตว์เป็นผู้ดำเนินการจับกุมตาม พรบ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2499 จากนั้นส่งมากักที่ศูนย์อนุรักษ์ช้างกาญจนบุรีหรือบ้าน ช.ช้างชรา เพื่อเป็นการปรามให้ช้างเร่ร่อนไม่กล้านำช้างมาเร่ร่อนอีก เมื่อหารือได้ระดับหนึ่งแล้ว ความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์กับกรุงเทพมหานครก็เริ่มขึ้น  ช้างเชือกแรกที่เดินทางมายังบ้าน ช.ช้างชรา ก็คือ สีดอนำโชค หรือโชคดีนั่นเอง สีดอนำโชคเดินทางมาในวันที่ 21 มิถุนายน 2552

  • โครงการอุปการะช้าง
ด้วยภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลช้างแต่ละเชือกของบ้าน ช.ช้างชรา ลำพังคุณหมอสามารถเพียงท่านเดียวไม่สามารถดูแลช้างทั้งหมดได้ จึงขอบอกบุญมายังท่านที่สงสารช้าง และอยากให้ช้างไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพียงท่านช่วยกันบริจาคค่าอาหารช้างตามแต่จิตศรัทธา เพียงเพื่อให้ช้างได้มีอาหารกินอย่างพอเพียง เท่านี้บ้านช.ช้างชราก็สามารถที่เลี้ยงช้างต่อไปได้ และยังสามารถช่วยเหลือช้างเชื่อกอื่นๆ ทั่วประเทศอีกด้วย

  • โครงการไถ่ชีวิตช้าง
เป็นโครงการเพื่อช่วยเหลือช้างชรา บาดเจ็บ และเร่รอนให้หลุดพ้นจากพันธการต่าง ๆ เพื่อให้ช้างได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไม่ถูกทำร้าย ไม่ถูกบังคับ และในปัจจุบัน ยังมีช้างที่ได้รับทุกขเวทนาอีกมากมายนัก บ้างก็เดินขอทาน บ้างก็ถูกใช้งานหนักในป่า บ้างก็ต้องเดินทัวร์ มันน่าจะถึงเวลาแล้วที่เรามาช่วยกันคนละไม้คนละมือ สละทุนทรัพย์คนละเล็กคนละน้อย เพื่อรวบรวมทุนทรัพย์ไปไถ่ชีวิตช้าง เพื่อให้ช้างเหล่านั้นได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระในธรรมชาติ มีคุณหมอใจดีและทีมงานคอยดูแล นั่น! คือการให้ชีวิตช้างเลยทีเดียว ทำบุญอย่างอื่นอาจต้องรอถึงชาติหน้า แต่ทำบุญกับช้างท่านเห็นผลบุญในชาตินี้เลย จริง ๆ นะครับ

  • โครงการปลูกพืชอาหารช้าง
Elephant’s world : บ้านช.ช้างชรา ปัจจุบันมีช้างรวม 10 เชือก และในอนาคตน่าจะมีช้างเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อาหารช้างจึงจำเป็นมาก ดังนั้นจึงต้องมีการปลูกพืชอาหารช้างขึ้นมา โดยขอความช่วยเหลือจากอาสาสมัครทั่วประเทศเพื่อช่วยปลูกตลอดจนทุนในการปลูกพืช โดยคำนึงถึงพืชที่ให้ประโยชน์ เช่น กล้วย อ้อย ข้าวโพด หญ้าบาน่า สับปะรด และในปัจจุบันอาหารที่ปลูกยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของช้าง จำเป็นที่จะต้องเพิ่มพื้นที่ปลูกให้มากยิ่งขึ้น
 
คุณสามารถช่วยเราได้อย่างไร
 
1.ร่วมเป็นอาสาสมัคร ตาม โครงการ และกิจกรรมต่าง ๆ
2.ร่วมบริจาคทุนทรัพย์เพื่อช่วยเหลือเป็นค่าอาหารช้างและกิจกรรมของศูนย์ฯ
- ธนาคารกรุงเทพ สาขากาญจนบุรี
  ชื่อบัญชี "มูลนิธิบ้าน ช.ช้างชรา"เลขที่บัญชี 327-4-27954-0
3.เข้าเยี่ยมชมกิจกรรมที่ศูนย์อนุรักษ์ช้างกาญจนบุรี
 
ข้อมูลการติดต่อ
โทรศัพท์ Office: 034- 514800 / Mobile: 086 335 5332
 

กิจกรรมอาบน้ำช้าง

ให้อาหารช้าง

 




บทความแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวกาญจนบุรี

น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น article
อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ
อุทยานแห่งชาติเขาแหลม
ถนนปากแพรก article
ทองผาภูมิ article
สังขละบุรี article
น้ำตกผาสวรรค์
พุน้ำร้อนหินดาด
ตามรอยสะด่อง
คลิตี้ล่าง article
"ปิล๊อก" article
ขึ้นห้างดูช้าง article
หมู่บ้านกะเหรี่ยงกองม่องทะ
น้ำตกภูเตย
"น้ำตกเอราวัณ" article
"เมืองกาญจน์" สวรรค์แห่งใหม่ของนักเที่ยวผจญภัย
"ทองผาภูมิ" article
ไหว้พระธาตุเมืองกาญจน์ที่ "วัดถ้ำเสือ วัดถ้ำเขาน้อย" article
ข้อมูลที่เที่ยวกาญจนบุรี
บ้านหนองขาว
สำนักปฏิบัติธรรมแดนมหามงคล (เกาะมหามงคล) article
วัดสุนันทวนาราม
หมู่บ้านเด็ก article
มหัศจรรย์เมืองกาญจน์ กับมงคลหมายเลข 3 article
โครงการท่องเที่ยว พล.ร.9 article
เจดีย์ยุทธหัตถี...อยู่ที่ไหน
ปฏิบัติธรรมวัดท่าเสด็จ article
ผจญป่าฝ่าสายน้ำที่"กาญจนบุรี" ทริปนี้เหนื่อย-เปียก แต่มันสะใจ



[1]

ความคิดเห็นที่ 12 (173780)

เอ่อออ เห็นความเห็นที่1 แล้วตกใจมาก นี่นั่งเดาข้อมูลมั่วรึเปล่า หรือกล่าวร้ายทางศูนย์เค้า

ถึงแม้ทางศูนย์จะเป็นเอกชนนะ แต่ไม่ใช่ธุรกิจบังหน้าแน่ๆ เพราะไม่มีขี่ช้างท่องเที่ยว ขึ้นหลังได้แค่ตอนลงอาบน้ำให้ช้างเท่านั้น ส่วนช้างจะสะบัดให้ลงจากหลังรึเปล่าก็แล้วแต่อารมณ์ช้าง ส่วนมากเค้าไม่ชอบให้นั่งบนหลังเท่าไหร่

ผมเคยไปที่นี่ครั้งนึง จ่ายสนับสนุนแค่1,000 บาทเองนะเพราะอยู่เต็มวัน(พอใจจ่ายอ่ะ เงินไปเที่ยวช๊อปปิ้งทิ้งเปล่าๆจ่ายเยอะกว่านี้อีก) ถ้าไม่สบายใจที่จะสนับสนุนคุณก็ไม่ต้องร่วมทำกิจกรรมก็ได้ ร่วมกิจกรรมทั้งวัน ไม่ใช่แค่3ชั่วโมง อาสาสมัครส่วนมากก็เป็นชาวต่างชาติที่สับเปลี่ยนเวียนหมุนมาช่วยกันดูแล คนไทยแทบไม่มี  อาหารช้างวันนึงเตรียมกันหลายตัน ถ้าที่ปลูกไว้โตไม่ทันช้างกินก็ต้องไปหาซื้อมาเพิ่ม ช้างที่นี่ส่วนมากเป็นช้างแก่ ช้างตาบอดหรือขาพิการก็ยังมี จะให้เค้าไปทำธุรกิจบังหน้าแบบไหนล่ะ .....ขี่ช้างชมธรรมชาติหรอ? ไม่เห็นมีอ่ะ...... ทำกันอยู่เต็มวันก็มีแต่ดูแลช้าง วันๆนึงใช่ว่าจะมีคนแวะไปมากซะเท่าไหร่ จากปากอาสาสมัครเองว่าวันไหนถึงสิบกว่าคนนี่ก็ครึกครื้นขึ้นหน่อยเพราะมีคนช่วยเตรียมอาหารเตรียมยาให้ช้าง 

 

ช้างที่นี่....ดูมีความสุขกว่าที่สวนสัตว์อีก

ผู้แสดงความคิดเห็น Koga วันที่ตอบ 2017-03-13 17:48:39


ความคิดเห็นที่ 11 (173761)

 ถ้าคิคว่าเป็นธุรกิจ ก็เป็​นธุรกิจละค้าบ.. 

แต่​ถ้า​ถามว่า.. ถ้าไม่ทำแบบนี้จะเอาปัจจัยจากที่ไหนมาใช้ในการดำเนินการ.. ทุกๆอย่างล้วนแต่ต้องมีค่าใช้จ่าย..และในการดำเนินงาน

มันก็ต้องมีกำลังคน(พนักงาน)มาขับเคลื่อนเพื่อให้การดำเนินงานสามารถดำเนินไปได้..

แล้ว​ถ้า​ถามว่า.. มีไหมคนที่จะบริจากให้..ในปริมาณและสัดส่วนที่จะสามารถทำให้การดำเนินงานสามารถเป็นไปได้อย่างลุล่วง..มี! แต่มันจะยังไม่เพียงพอต่อการดำเนินงานในระยะยาว.และช้างไม่ได้มีเพียงแค่1เชือก..และการที่หมอเป็นคนริเริ่มทำโครงการนี้ขึ้นมาจนเติบโตเป็นองกรณ์ นั้นดีแล้วเมื่อมีคนเริ่มก็จะมีคนสานต่อ(เพราะมันคือสิ่งที่ดี)

ด้วยเหตุนี้.. จึงคิดว่าวิธีการและรูปแบบที่ทางบ้านช.ช้างชราทำนั้นดีแล้ว..เป็นการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันไม่ได้เอาเปรียบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง..คือคนที่เข้ามาท่องเที่ยวเขาก็จะได้ในส่วนของการเป็นผู้บริจากให้กับช้าง.(ทั้งนี้ทั้งนั้นคนต้องมีบทบาทในการเข้ามาบริหารจัดการ). และนอกจากนี้ก็ยังได้ความรู้เกี่ยวกับช้าง.และร่วมทำกิจกรรมสันทนาการกับช้าง.ณ.ช่วงเวลาหนึ่งที่เข้ามาเยี่ยมชมบ้านช.ช้างชรา

ในส่วนของช้าง.จากที่ได้อ่านรีวิวมา.. คิดว่าไม่น่าจะมีผลกระทบอะไรเพราะไม่มีใครเอาช้างที่ป่วยมาให้ขี่หรอกนะค้าบ.. 

อีกมุมหนึ่ง.ช้างก็เหมือนมนุษย์เรานี่แหละ..การที่ได้ทำกิจกรรม​ร่วมกันก็จะเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ผ่อนคลายและได้รับความสนุกสนาน.ทั้งสองฝ่าย.เช่นการอาบน้ำช้าง.. ช้างผ่อนคลายนะค้าบบบ

ดังนั้น.อยากให้ทุกๆคนช่วยกันสนับสนุนคับไม่ใช่โจมตี

ผิดพลาดประการใดต้องขออภัยด้วยนะค้าบบ.. 

ผู้แสดงความคิดเห็น Arabia (Lubiya061-at-Gmail-dot-com​)วันที่ตอบ 2017-03-10 19:38:12


ความคิดเห็นที่ 10 (156283)

 บ้านช้างจัดกิจกรรม Csr ดังนี้คะ

กิืจกรรม ครึ่งวัน  มีรายละเอียดดังนี้ 1. ป้อนอาหารช้าง 2.กิจกรรมกวนข้าวเหนียวให้ช้างชรา 3. ปลูกพืชอาหารช้าง4.อาบน้ำร่วมกับช้าง

สิ่งที่ทางบ้านช้างเตรียมไว้ให้

1. อาหารช้าง ได้แก่ กล้วย อ้อย แตงโม มันแกว ข้าวโพด  1 เข่งต่อ 1 ท่าน ราคา 200 บาท

2.กิจกรรมกวนข้าวเหนียว เตรียมไว้ให้ตามจำนวนคนที่เข้าร่วมคะ ต่อกลุ่มประมาณ 3-5 กระสอบ ราคากระสอบละ 1250 (หรือขึ้นลงตามราคาตลาด)

3.กิจกรรมปลูกพืช เช่น กล้วย อ้อย หญ้าบาน่า ข้าวโพด แล้วแต่ชนิดของพืชและมีค่าใช้จ่ายในการเตรียมดินด้วย รวมแล้วประมาณ 5,000-10,000 บาทหากมีการเดินท่อนำ้จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มต่อไร่ 10,000 บาท

4. หากท่านต้องการอาหารมื้อกลางวัน มีราคาตั้งแต่ 50-150 บาทคะ ตามต้องการ

จึงอยากเรียนชี้แจงตามนี้ ในการจัดกิจกรรมทางเรามีค่าใช้จ่ายประมาณนี้ จึงอยากเรียนให้เข้าใจ เพราะบางท่านคิดว่าฟรี หรือตามแต่สมัครใจ เพราะบางครั้งก็ไม่พอต่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ทางเราจึงต้องแจ้งรายจ่ายจริงให้ท่านผู้สนใจทราบก่อนตัดสินใจ  ซึ่งเฉลี่ยแล้วจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ ท่านละ 500 บาทต่อ 1 ท่าน 

                      และขอเรียนชี้แจงว่ากิจกรรมบางกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวกับช้าง เช่น แลลลี่แวะเป็นทางผ่านมีรถเข้าออกจำนวนมากและต้องทำเวลา  บ้านช้างอาจพิจารณาไม่รับเพราะเป็นการรบกวนช้างอาจทำให้ช้างตกใจวิ่งชนรถของท่านเสียหายก็เป็นได้ เพราะบ้านช้างคำนึงถึงประโยชน์ของช้างเป็นหลักและอาจมีกิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อช้าง ซึ่งอาจทำให้บางท่านไม่เข้าใจ

                      สุดท้ายอยากเรียนชี้แจงอย่างนี้นะค่ะ ในการจัดกิจกรรมแต่ละครั้งวัตถุประสงค์ของเราคือต้องการแรงงานและรายได้มาเลี้ยงช้างและพนักงาน แรงงานอย่างเดียวไม่ได้ค่ะ องค์กรอยู่ไม่ได้ เพราะทางเรามีค่าใช้จ่ายในการดูแลทั้งช้างและพนักงาน อยากให้ทุกคนที่รักช้างเข้าใจ   และอยากให้เปิดใจรับฟังความจริงด้วย

                                                                                                                 ขอบคุณค่ะ

                                                                                                               ทีมงานบ้านช้างค่ะ

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ทีมงานบ้านช้างคะ วันที่ตอบ 2016-09-19 12:12:09


ความคิดเห็นที่ 9 (156281)

 ข้อความใดเข้าข่ายหมิ่นประมาท กรุณาลบด้วยนะค่ะ ให้เวลา 1 อาทิตย์ มิฉะนั้นจะถูกดำเนินคดีตามกฏหมาย

ผู้แสดงความคิดเห็น ทีมงานบ้านช้างคะ วันที่ตอบ 2016-09-19 10:30:56


ความคิดเห็นที่ 8 (156077)

 อยากสมัครเข้าเป็นอาสาสมัคร ต้องทำอย่างไรบ้างครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น Khwan_rakdanklang@hotmail.com วันที่ตอบ 2016-08-05 23:36:25


ความคิดเห็นที่ 7 (154863)

แต่ขอท้วงนิดนะครับ ไม่ควรให้มีการขี่่ช้าง ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ก็ไม่ควรให้ขี่เกิน2 คน มันเป็นการทรมาณสัตว์ครับ เปลี่ยนเป็นการศึกษาวิถีชีวิตช้างจะดีกว่า   ขอบคุณครับ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ชณรบ รวิวรรณ (chezzytopia-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2015-09-15 12:39:43


ความคิดเห็นที่ 6 (154862)

ขอสนับสนุนงานของคุณหมอครับ สู้ต่อไป เพื่อช้างที่น่ารักน่าสงสาร คืนศักดิ์ศรีให้ช้าง ไม่มากก็น้อย ทำอย่างนี้ดีกว่าไปเห็นช้างเรร่อน เห็นแล้วไม่ชอบเลย จะชวนเพื่อน ๆ มาเที่ยวและทำบุญกับช้างครับ และขอขอบคุณในน้ำใจของคุณหมอที่สมเป็นสัตว์แพทย์เพราะรักสัตว์ อยากให้คนไทยเข้าใจวิถีชีวิตของช้างให้มากขึ้นว่าช้างเป็นสัตว์ป่า เขามีครอบครัว มีความรัก ความผูกพันธ์เหมือนกับมนุษย์ มนุษย์ควรจะเลิกคิดว่าตนเท่านั้นเป็นศูย์กลางของโลก แล้วสร้างความเจ็บปวด ทุกข์ทรมาณให้สัตว์ต่างสายพันธ์ ต่างสปีชี่( ความคิดล้าหลังแสนโบราณเหล่านี้ควรจะเลิกไปได้แล้ว)  ชอบความคิดเห็นที่ 5 มากครับ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ชณรบ รวิวรรณ (chezzytopia-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2015-09-15 12:23:53


ความคิดเห็นที่ 5 (154461)

 คุณหมอน่ารักมากค่ะ

ที่ทำอยู่นี่ดีแล้ว เป็นกำลังใจให้นะคะ

อย่าไปสนใจพวกมองโลกในแง่ร้ายเลยค่ะ

พวกช้างน่ารักมากค่ะ (:

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Heidi วันที่ตอบ 2015-03-13 12:52:55


ความคิดเห็นที่ 4 (154382)

 ถึงความคิดเห็นที่ 1  มูลนิธิทุกมูลนิธิเป็นองค์กรเอกชนทั้งหมดอยู่แล้ว นั่นหมายถึงว่า ต้องหารายได้มาเลี้ยงช้างเอง ทุนทุกบาททุกสตางค์คุณหมอสามารถเป็นผู้ออกาใช้จ่ายทั้งหมด ส่วนที่บอกว่า 3 ชั่วโมง หนึ่งแสนห้าหมื่นบาทนั้น งงมาก ไปเอามาจากใหน สงสัยประการใด สามารถติดต่อ นายสัตว์แพทย์สามารถ ประสิทธิ์ผล ได้โดยตรง นะครับ 

ผู้แสดงความคิดเห็น นายสัตวแพทย์สามารถ ประสิทธิ์ผล วันที่ตอบ 2015-01-11 12:28:34


ความคิดเห็นที่ 3 (154370)

.

...........................  โอ้แหม... ช้างมันก็แพงน้า // = __ =  ถ้าขาดทุนบ่อยๆจะช่วยมันได้ก็กะไรอยู่ ..............................................

.

...............................................................  ช้างมีความสุขก็พอแล้วมิใช่หรือ   ..........................................

.

................................................................      นั่นคือจุดประสงค์นี่นา          ............................................

.

.........................เม้นข้างบนเป็นพวกตาไม่ถึงนะฮะใจไม่บุญด้วย.....นะฮะ  อย่าได้มองแต่เปลือกนอกสิฮะ.......   

                                                                          # .....อย่าได้ใส่ใจ....#..............                     

ผู้แสดงความคิดเห็น shiki วันที่ตอบ 2014-12-30 10:34:16


ความคิดเห็นที่ 2 (153951)

 น่าจะหากินกับช้างมากกว่า

ผู้แสดงความคิดเห็น o วันที่ตอบ 2014-05-16 20:50:27


ความคิดเห็นที่ 1 (153950)

 เดี่ยวนี้จุดยืนที่เปลี่ยนไป

บ้านช.ช้างชราเป็นเพียงมูลนิธีบังหน้าเท่านั้น แท้จริงในขณะนี้มันคือธุรกิจเต็ม การใช้พื้นที่ในศูนย์ 3ชั่วโมงท่านๆเราๆจะเสียค่าใช้จ่ายถึง(หนึ่งแสนห้าหมื่นกว่าบาท)ตามหลักฐานที่ส่งมาจากบ้านช้างรายนี้ ทั้งๆที่ทุกคนที่เข้าไปทำกิจกรรมก็มีการมอบเงินกันทุกครั้ง แต่ทางมูลนิธิรายนี้กลับบอกไม่คุ้ม .........โดยเจ้าของออกมาพูดเองว่ามูลนิธิเป็นเอกชน......มันน่าสงเสริมมัยล่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น วันที่ตอบ 2014-05-16 20:47:34



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล