บ้านหนองขาว
ReadyPlanet.com
dot
Licence No.11 / 07385
dot
ล่องแพกาญจนบุรี
dot
รับข่าวสาร

dot
bulletอัลบั้มภาพ




บ้านหนองขาว

 เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก

กับเจ.ทราเวลเซอร์วิส (กาญจนบุรี)

บริษัทท่องเที่ยวของคนเมืองกาญจน์

034-513455 หรือ 081-8580228


ประวัติหมู่บ้านหนองขาวโดยย่อ

    เมื่อกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี กาญจนบุรีเป็นเมืองหน้าด่าน เส้นทางทัพของพม่าในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ตำบลหนองขาวประกอบด้วย 2 หมู่บ้าน คือหมู่บ้านดงรัง มีวัดประจำ หมู่บ้านคือวัดใหญ่ดงรัง

     หมู่บ้านดอนกระเดื่อง เป็นวัดโบสถ์เป็นวัดประจำหมู่บ้าน (ปัจจุบัน คือ ที่ตั้งของโรงเรียนหนองขาวโกวิทพิทยาคม)จากการทำศึกกับพม่าครั้งนั้น ชาวบ้านทั้งสองหมู่บ้านได้รวมตัวกันต่อสู้กับข้าศึกอย่างกล้าหาญ ยังมีครบเป็นหลักฐานอยู่ที่ (ทุ่งคู) จากการสู้รบครั้งนั้น หมู่บ้านทั้งสองถูกทำลายเสียหาย เหลือแต่ซากวัดและเจดีย์ปรากฏอยู่

     หลังสงครามยุติชาวบ้านได้พากันหลบหนีมารวมตัวกันที่บริเวณหนองน้ำใหญ่ ตั้งเป็น หมู่บ้านเรียกว่า บ้านหนองหญ้าดอกขาวซึ่งคือหมู่บ้านหนองขาวในปัจจุบันหมู่บ้านหนองขาวเป็นหมู่บ้านใหญ่ในสมัยตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ได้รับการเอาใจใส่จากพระมหากษัตริย์หลายพระองค์ เช่น รัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ ทรงเสด็จมาเมืองกาญจน์และผ่านหนองขาวดังพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ของเจ้าพระยาธิภากรวงค์ กล่าวว่า รุ่งขึ้นวันศุกร์ แรม 14 ค่ำ เสด็จจากพลับ พลาเมืองกาญจน์ถึงพลับพลาบ้านหนองขาว ประทับแรมอยู่หนึ่งราตรี และได้ทรงพระราชนิพนธ์ในกลอนไดอารี่ซึมซาบตอนหนึ่งว่า

     "ราษฎรพากันดาษดื่นเห็นแต่นั่งหน้าพลับพลากว่าห้าร้อย มีเขียนโต๊ะ ขันหมาก ขันพานบ้านนอก ข้าวหลามสี่ห้ากระบอก ขนมไหม้ จัดตามมีตามจนกันคนละเล็กละน้อยมานั่งคอยถวายล้อมอยู่พร้อมเพรียง ทรงปราศรัยไปทุกหน้าที่มานั้นก็ทูลกันสนองออกซ้องเสียง ฟังเหน่อหน่าตามประสาแปร่งสำเนียง บางขึ้นเสียงทานขัดคอกัน"

   หมู่บ้านหนองขาวได้ผ่านความเจริญขึ้นตามลำดับจวบจนปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่ของที่นี่ยังคงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายอยู่ในสังคมเกษตรกรรมสภาพบ้านเรือนไทยสมัยเก่า วีถีชีวิตและขนบธรรมเนียมแบบโบราณ ยังคงเป็นภาพชินตาให้เห็นอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน

 

ชื่อหมู่บ้าน

        หมู่บ้านหนองขาว ตำบลหนองขาว อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี รหัสไปรษณีย์ ๗๑๑๑๐ เดิมชื่อ บ้านหนองหญ้าดอกขาว เกิดจากคนไทยที่หนีพม่ามารวมตัวกันบริเวณหนองน้ำ ซึ่งมีต้นหญ้าดอกสีขาว เป็นสัญลักษณ์ และได้ตั้งถิ่นฐานกันเรื่อยมา ต่อมาเรียกชื่อเป็น หนองขาว

 

ภูมิทัศน์หนองขาว

      ที่ตั้ง บ้านหนองขาวตั้งอยู่ที่ตำบลหนองขาว อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ประกอบด้วย 7 หมู่บ้าน และกำลังขยายหมู่บ้านออกเป็น 11 หมู่บ้าน ในปี พ.ศ.2541

 

 

อาณาเขต

ตำบลหนองขาวมีอาณาเขตติดต่อดังนี้

ทิศเหนือ         ติดกับตำบลทุ่งสมอ อำเภอพนมทวน

ทิศใต้             ติดกับตำบลท่าล้อ อำเภอท่าม่วง

ทิศตะวันออก   ติดกับตำบลทุ่งทอง อำเภอท่าม่วง

ทิศตะวันตก     ติดกับตำบลปากแพรก อำเภอเมือง

 

ภูมิประเทศ

      พื้นที่เป็นทุ่งนา ไร่อ้อย และสวนผักบ้างเล็กน้อย

แหล่งน้ำจะมีลำคลองชลประทานผ่านในพื้นที่การเกษตร

     ชาวจีนที่เข้ามาอยู่ในตำบลหนองขาวตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครทราบ แต่ก็พอจะคาดคะเนได้ว่า มาก่อนหรือหลัง พ.ศ.2460 สาเหตุที่ต้องมาเพราะถูกภัยธรรมชาติคุกคาม มีน้ำท่วมใหญ่ และบางปีก็เกิดฝนแล้งหลาย ๆ ปีติดต่อกัน พวกเขาเป็นชาวนาชนบท มีอาชีพทำไร่ ทำนา และที่นาตนเองก็มีน้อยผลที่ได้ไม่พอกิน จึงคิดแบ่งเบาให้ครอบครัวอยู่รอด โดยการเดินทางออกไปนอกประเทศไปตายเอาดาบหน้า ต่างขวนขวายพอมีค่าเรือและกระเป๋าไม้ไผ่สานอันเป็นสัญลักษณ์ของคนจีน แล้วต่างก็เดินทางมาตามหาญาติเพื่อพักพิงไปพลางก่อน คนจีนเหล่านี้มีความขยันขันแข็งหนักเอาเบาสู้ในที่สุดก็ได้ภรรยาตั้งบ้านสร้างเรือนทำการค้าขาย ต่างก็ประสบความสำเร็จไปตามสถานะของตน สาเหตุที่คนจีนเหล่านั้นมาอยู่ที่ตำบลหนองขาว เพราะตำบลหนองขาวเป็นตำบลใหญ่ คนอยู่กันเป็นหมวดหมู่ ประกอบกับชาวบ้านหนองขาวเป็นผู้มีน้ำใจต่างจากตำบลอื่นดังในปัจจุบันที่มีสมญานามว่า หมู่บ้านใหญ่ไก่บินไม่ตก

 อาชีพหลัก

1. การทำนา

  • การทำนามี 2 วิธีคือ

- การทำนาหว่าน

- การทำนาดำ

  • ขั้นตอนการทำนา

1. ไถดะ

2. ไถแปร

3. นำเมล็ดข้าวเปลือกหว่านลงไปแล้วไถกลบอีกครั้ง

(นาหว่าน) แต่ถ้าเป็นนาดำจะต้องคราดเอาเศษหญ้า

และอื่น ๆ ออกเสียก่อนแล้วจึงนำกล้าที่เตรียมไว้มาปักดำ

4. รับขวัญข้าวเมื่อข้าวตั้งท้อง

5. เก็บเกี่ยวเมื่อครบกำหนด

6. นวดข้าวโดยการนำข้าวที่มัดไว้มาเรียงไว้บนลานที่เตรียม

ไว้แล้วใช้วัวย่ำให้เมล็ดข้าวหลุดออกจากรวง

7. โบกข้าวคือการนำเอาเมล็ดข้าวเปลือกมาเททีละน้อย

แล้วใช้กระด้งโบกให้ละออง ข้าวออก

8. เก็บข้าวเข้ายุ้งที่เตรียมไว้                            

2. การทำน้ำตาลโตนด

  • อุปกรณ์

กะทะบัวใหญ่ กระบอกไม่ไผ่ ที่กรองน้ำตาล ที่ช้อนฟองน้ำตาล ไม้พยอม ถ้วย ไม้นวด งวงตาลตัวเมีย ไม้นวดงวงตาลตัวผู้ ไม้ตีน้ำตาลให้หมดฟอง ไม้คนน้ำตาล ไม้พะอง

  • ขั้นตอนการทำ

1. รมกระบอกเพื่อฆ่าเชื้อโรค แล้วใส่ไม้พยอมให้หอม

2. ขึ้นต้นตาล นวดงวงตาล เอาน้ำใส่กระบอก แช่งวงไว้ 3-5 คืน จึงรองน้ำตาลสดได้

3. กรองน้ำตาลสด แล้วใส่ในกะทะใบบัว เคี่ยวจนงวดและเหนียว ยกลง ใช้ไม้ตีให้หมดฟอง

4. คนตั้งแต่ปากกะทะไล่ไปจนถึงก้นให้เป็นเนื้อละเอียดนวลเนียน

5. ทำความสะอาดถ้วย เอาผ้าขาวบางรองก้นถ้วย ตักน้ำตาลที่คนได้ที่แล้วเทใส่ถ้วยพอประมาณ ทิ้งไว้ 10 นาที

6. ยกผ้าขาวบางขึ้น หยิบน้ำตาลออก จัดเรียงใส่ภาชนะ

3. การทอผ้า

การทอผ้ามี 2 วิธีคือ

1. การทอกี่กระทบมือ (โบราณเรียกว่า ทอหูก)

2. การทอกี่กระตุก (ดัดแปลงมาจากกี่กระทบมือ)

 

  • ขั้นตอนการทอกี่กระทบมือ

1. ค้นด้าย วิธีค้น คือ

1.1 ผัดหลอดใหญ่ คือ นำด้ายไจมาผัดใส่หลอดใหญ่

1.2 นำด้ายที่ผัดหลอดมาใส่ตะกรน

1.3 จับเส้นด้ายมาพันหลักซึ่งตั้งไว้ข้างละ 9 หลัก สาวกลับไปกลับมา

2. สืบด้าย วิธีการสืบด้าย คือ นำด้ายออกจากหลักไปผูกกับฟืม

3. ม้วนหูก คือใช้กระดานม้วนด้ายที่ฟืม

4. ขั้นตอนการทอ

4.1 ผัดด้ายจากหลอดใหญ่มาใส่หลอดเล็ก

4.2 นำหลอดเล็กมาใส่กระสวย

4.3 ใช้กระสวยพุ่งด้ายไป-มา การพุ่งทุกครั้งจะต้องใช้ฟืมกระทบ

4.4 ทอให้ได้ความยาวตามที่ต้องการแล้วตัดออก (เวลาจะตัดออกเอาไม้ขัดก่อนแล้วทอต่ออีกประมาณ 1.5 เซนติเมตร แล้วจึงตัด)

  •  ขั้นตอนการทอผ้ากี่กระตุก

1. ค้นด้าย วิธีค้นด้าย คือ

1.1 นำด้ายไจมาผัดใส่หลอดด้ายหลอดใหญ่

1.2 นำหลอดด้ายที่ผัดหลอดมาตั้งให้เป็นแถว เพื่อทำลายของผ้าตามที่ต้องการ ถ้าเป็นผ้าสี ก็จะใช้สีเดียวกันทุกหลอด ถ้าเป็นผ้าลายก็จะตั้งหลอดหลาย ๆ สีสลับกันตามลายของผ้า

1.3 จับด้ายที่ตั้งหลอดมารวมกันแล้วดึงเข้าหลักค้นทีละหลัก ให้ได้จำนวนตามความกว้างของผ้า แล้วถักเปียเพื่อกันเส้นด้ายพันกัน

1.4 นำด้ายมาใส่ในฟันฟืม (ฟันหวี) ทีละเส้นจนหมดด้ายที่ค้น

2. หวี คือ การม้วนด้ายในฟันฟืม เข้าในไม้ม้วน

วิธีการม้วน คือ นำไม้ม้วนกับด้านใส่ที่โต๊ะหวี ขึงให้ตึง แล้วใช้หวีหวีเส้นด้ายให้เรียบแล้วม้วนจนหมดด้าย

3. ตะกอเขา

วิธีการทำ ยกม้วนด้ายมาใส่ไว้บนกี่ขึงให้ตึง แล้วมัดฟันหวีกับไม้หน้าผ้าเข้าด้วยกันผูกโยงฟันหวีกับไม้หน้าผ้าด้วยเชือกไว้ก่อนเพื่อตะกอเขาล่างเสร็จแล้วเอาฟันหวีกับไม้หน้าผ้าลงไว้อย่างเดิม ทำตะกอข้างบนอีก 2 แถว

4. ขั้นทอ

เอาด้ายที่เป็นไจใหญ่มาผัดใส่หลอดเล็ก ด้ายพุ่งที่จะทำเป็นเนื้อผ้าสีตามที่ต้องการ และเอาด้ายหลอดเล็กใส่ในกระสวย เอากระสวยใส่ในกล่องกระสวยเวลาทอก็จะกระตุกกระสวยให้วิ่งตามรางไปเข้าอีกกระสวยหนึ่งสลับไปมาก็จะได้เนื้อผ้าตามที่ต้องการ                

4 การเจียระไนนิล

  • อุปกรณ์

หินโกลน หินแต่งแบบ จักรเจีย มอเตอร์ไฟฟ้า เพชรหลอด (น้ำยาชนิดหนึ่ง ซึ่งในใน การเจียระไนตอนขัดเงา) น้ำมันพืช (น้ำมันมะพร้าว น้ำมันก๊าด ตะเกียง ปากคีบ สายพาน โซดาไฟ ไม้ทวน (เหล็กก้านยาวประมาณ 1 นิ้ว) มือจี้ แชล็ก

  •  ขั้นตอนการทำ

1. นำก้อนนิลมาโกลนให้เรียบ โดยใช้เครื่องโกลน

2. นำนิลที่โกลนเสร็จแล้วมาขึ้นไม้ทวนเป็นแบบต่าง ๆ ตามที่ต้องการ

3. นำนิลแบบต่าง ๆ มาแต่งเหลี่ยมทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

4. เมื่อแต่งเหลี่ยมเสร็จแล้ว จึงนำไปเจียระไนโดยจักรเจียระไน (ก่อนเจียระไนจะต้องเอาเพชรหลอดและน้ำมันมะพร้าวผสมคนให้ทั่วแล้วทาไว้ที่หน้าจักร                

5. การทำทองชุบ

  • การเข้าตัวเรือนทองชุบ

1. นำทองเหลืองเข้าเครื่องรีดจนกระทั่งเป็นลวดอ่อน ๆ แล้วใช้กรรมวิธีของช่างตัดลวดอ่อน ๆ

แล้วใช้กรรมวิธีของช่างตัดลวดออกมาเป็นแบบตามที่ต้องการ เช่น ทำสร้อยข้อมือ

สร้อยคอ ฯลฯ

2. นำทองเหลืองที่ติดเสื้อ จะใช้ทองเหลือง ซึ่งเป็นกระเปาะ ทำเป็นรูปตัวเรือน โดยใช้ เครื่องมือผัง

2.1 ถ้าเป็นเข็มกลัดติดเสื้อ จะใช้ทองเหลือง ซึ่งเป็นกระเปาะ ทำเป็นรูปตัวเรือน โดยใช้ เครื่องมือผัง

2.2 ประเภทกำไลนิล จะต้องหล่อแบบก่อนแล้วนำนิลฝังลงในแบบที่หล่อ ใช้ตะไบตัดแต่ง ให้เรียบร้อย

3. นำผลงานที่เข้าตัวเรือนเสร็จเรียบร้อย แล้วชุบในน้ำยาที่สกัดจากทองคำแท้ ถ้าต้องการให้ทนมาก (ที่เรียกหุ้ม 100 %) จะต้องชุบน้ำยาหลาย ๆ ครั้ง (5-10 ครั้ง)

 

ประเพณี  ความเชื่อ

ประเพณีที่เกี่ยวเนื่องกับวิถีการดำเนินชีวิต

1. ประเพณีการเกิด

จากการพูดคุยกับผู้อาวุโสที่มีอายุกว่า 60 ปี ได้เล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนเวลาคลอดบุตรต้องอาศัยหมอตำแย เนื่องจากการแพทย์ยังไม่เจริญ ผู้ที่เป็นหมอตำแยสมัยนั้นก็มีอาชีพทำนาเช่นเดียวกับชาวบ้านคนอื่น ๆ แต่ได้รับการยอมรับและความไว้วางใจในฝีมือกรทำคลอดจากชาวบ้านส่วนใหญ่

ช่องก่อนคลอด ผู้หญิงหนองขาวยังคงทำงานตามปกติ จะหยุดทำงานเมื่อท้องแก่ใกล้คลอด บ้านใดมีหญิงท้องแก่จะต้องไปบอกกล่าวหมอตำแยให้เตรียมตัวมาทำคลอดให้ไว้ล่วงหน้า ในช่วงก่อนคลอดนี้ชาวบ้านห้ามหญิงที่ตั้งท้องกินของดอง ของร้อน และของเผ็ดมากเกินไป ห้ามนั่งขวางบันได เพราะเชื่อว่าจะทำให้คลอดยาก

อุปกรณ์ที่จำเป็นจะต้องใช้ในการทำคลอดและการอยู่ไฟหลังคลอด ได้แก่ ไม้สะแกหรือไม้มะขาม สำหรับใช้ในวันคลอดและระหว่างอยู่ไฟ ยันต์หรือหนังวัวหนังควายฟั่นเป็นเชือกใช้เป็นเครื่องราง ล้อเกวียนสำหรับกั้นประตูเพื่อกันไม่ให้ผีเข้ามาในห้องที่ทำคลอด หม้อดินสำหรับใส่รก เครื่องขวัญได้แก่ ข้าวสาร พานหมาก 7 พลู ด้วย 1 ขิด เงิน 6 สลึง สำหรับหมอตำแยบูชาครู และไม้รวกสำหรับตัดสายรก

เมื่อถึงวันคลอดจะต้องติดยันต์และเครื่องรางต่าง ๆ ไว้รอบห้องที่ทำคลอด นำล้อเกวียนมาวางไว้ระหว่างประตูเพื่อกันผี และต้องปลดกลอนประตูหน้าต่างทุกบานในบ้าน เพราะเชื่อว่าจะทำให้คลอดได้สะดวก หมอตำแยจะทำคลอด โดยมีผู้หญิงอีกคนหนึ่งเป็นผู้ช่วย เริ่มจากการตั้งขวัญบูชาครู จากนั้นจึงจะทำคลอดโดยให้ผู้คลอดนั่งเหยียดขา เอาหลังพิงหมอนหรือไม้มะขามที่เตรียมไว้ เมื่อถึงเวลาคลอดพ่อบ้านก็จะสาดน้ำเข้ากองไฟแล้วผลักให้ล้มลงพอดีกับที่คลอด เมื่อคลอดแล้วหมอตำแยก็จะตัดสายรกด้วยไม้รวก นำทารกใส่กระด้ง นำรกใส่หม้อดินแล้วเอาไปฝังไว้ที่ใต้บันไดหรือใต้ต้นไม้เพราะเชื่อว่าจะทำให้เด็กไม่เที่ยวไม่ซน จากนั้นก็จะมีการร่อนกระด้งโดยหมอตำแยจะนำเด็กใส่กระด้งแล้วค่อย ๆร่อน ขณะที่ร่อนก็ร้องว่า สามวันลูกผีสี่วันลูกคนทำเช่นนี้จนครบ 3 ครั้ง เมื่อครบแล้วแม่ของเด็กก็จะร้องบอกว่า ลูกกูเพื่อรับว่าเด็กคนนี้เป็นลูกของตนจากนั้นจะนำสมุดดินสอมาวางไว้ข้าง ๆ ทารก เพราะเชื่อว่าจะทำให้เด็กเรียนหนังสือเก่ง

ชาวบ้านบ้านหนองขาวมีข้อห้ามสำหรับหญิงหลังคลอดมากมาย เช่น ห้ามกินก๋วยเตี๋ยวหรือของที่เป็นเส้น เพราะเชื่อว่าจะทำให้มดลูกเป็นรู แต่ให้กินส้มมะขามกับเกลือหรือดินปืน ให้กินของเย็น เช่น แกงฟัก แกงส้ม ถั่ว เป็นต้น ห้ามกินข้าวเหนียว มะรุม ของหมักดอง ห้ามกินและห้ามอาบน้ำเย็น แต่ให้ต้มใบมะขามอาบเช้าเย็นแทน ห้ามกินหน่อไม้ ห้ามทำงานหนัก และห้ามร่วมเพศ

หลังคลอด คือระยะของการอยู่ไฟ ในห้องที่อยู่ไฟจะมีกองดินเกลี่ยเป็นวงกลม เพื่อใช้เป็นที่กอไป ใช้ดิน 11 กระบุง ส่วนฟืนที่ใช้คือไม้สะแก หรือไม้มะขาม บริเวณที่นอนอยู่ไฟจะเป็นกระดานแผ่นเดียว ห่างจากกองไฟประมาณ 1 เมตร ระยะเวลาการอยู่ไฟประมาณ 7-15 วัน ในขณะที่อยู่ไฟจะมีการคัดนมโดยนำใบแจง ไพล และเกลือ มาตำรวมกันแล้วห่อด้วยผ้าขาวเป็น 2 ก้อน ประคบนมด้วยการกดแล้วรีดลงไปเพราะเชื่อว่าจะทำให้ เส้นแตกน้ำนมจะได้ไหลสะดวกส่วนอีกก้อนจะนั่งทับเพื่อให้แผลแห้ง

ปัจจุบันประเพณีการคลอดได้เลือนหายไปจากสังคมของบ้านหนองขาวแล้ว จะมีให้เห็นก็เพียงแต่ช่วงหลังการคลอดหรือช่วงของการอยู่ไฟเท่านั้น เนื่องจากการแพทย์ที่เจริญขึ้นมากเป็นผลทำให้ชาวบ้านนิยมไปทำคลอดที่โรงพยาบาลเพราะมีความปลอดภัยสูงกว่า

 

2.ประเพณีการโกนจุก

ประเพณีการโกนจุกนี้เป็นประเพณีที่ต่อเนื่องมาจากประเพณีการเกิด กล่าวคือ หลังจากที่เด็กเกิดมาบางคนมีสุขภาพไม่แข็งแรง ทำให้เกิดปัญหาในการเลี้ยงดูเด็ก พ่อแม่มีความเชื่อว่าเกิดจากอำนาจภูติผีปีศาจแต่สามารถป้องกันและทำการแก้เคล็ดด้วยการให้เด็กเล็กไว้ผมจุก ผมเปีย และผมแกละ จนกระทั่งเด็กมีอายุประมาณ 9-10 ขวบ จึงทำการโกนจุก

วิธีการไว้จุกของเด็กที่บ้านหนองขาวนั้น พ่อแม่จะปั้นตุ๊กตาดินเหนียวเป็นรูปเด็กผมจุก ผมเปีย ผมแกละ ให้เด็กเลือกจับ ถ้าเด็กจับได้ตุ๊กตาตัวใดพ่อแม่ก็จะให้เด็กไว้ผมทรงเดียวกับตุ๊กตานั้นไปจนมีอายุประมาณ 9-10 ขวบ จึงจะจัดให้มีการโกนจุก ซึ่งนิยมทำในเดือน 4 หรือเดือน 6

การโกนจุกนิยมจัดงาน 2 วัน วันแรกเรียกว่า วันสุกดิบ มีการแห่ขบวนจุก สวดมนต์เย็นและมีงานรื่นเริง ในวันที่ 2 ตอนเช้ามีการทำบุญตักบาตร และทำพิธีโกนจุกออกจากศีรษะของเด็ก ในขบวนการแห่จุก เด็กที่เข้าร่วมพิธีจะแต่งกายแบบโบราณในมือถือใบลาน พนมมือไหว้นั่งบนหลังม้า ตามด้วยขบวนแห่ของญาติพี่น้อง การจัดรูปขบวนแห่มีปืน หอก ดาบ ไว้หน้าและหลังตัวเด็ก เป็นการป้องกันภูมิผีปีศาจที่จะมาเอาตัวเด็กหรือมารบกวนเด็ก ขณะที่แห่จะมีคนยิงปืนไปตลอดทาง คนถือหอกดาบจะแต่งกายแบบโบราณ ทำท่าร่ายรำเพลงหอกเพลงดาบตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงบ้านผู้จัดงาน เมื่อขบวนแห่มาถึงพ่อของเด็กจะอุ้มเด็กลงจากหลังม้า เข้าสู่พิธีทำขวัญจุกเสร็จพิธีจึงให้เด็กเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ลงเดินตามพื้นดินได้

เช้าวันรุ่งขึ้นก่อนมีพิธีสงฆ์พ่อแม่ก็จะอาบน้ำและแต่งกายให้เด็กด้วยชุดขาว ตรงผมจุกจะใช้หญ้าแพรกพันจุกเป็นรูปตาข่ายครอบจุกไว้ หลังจากพระสงฆ์ฉันภัตตาหารเช้าแล้วก็จะสวด ชยันโตเพื่อเป็นสิริมงคล ผู้ที่ทำหน้าที่ตัดจุกได้แก่ญาติพี่น้องหรือผู้ใหญ่ที่นับถือ ห้ามพ่อแม่ของเด็กเป็นผู้ตัดจุก โดยจะตัดจุด 3 ครั้ง แล้วนำเด็กโกนผมจนหมดจึงถือว่าเสร็จสิ้นพิธีการโกนจุก

3.ประเพณีการบวช

เมื่อชายมีอายุประมาณ 20 ปีบริบูรณ์ ก็นิยมอุปสมบท หรือบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาเพื่อศึกษาพระธรรมวินัย และนำหลักธรรมมาเป็นหลักในการประพฤติปฏิบัติตนในการครองเรือนต่อไปในภายหน้า เมื่อผู้ที่มีความประสงค์จะบวชมีอายุครบบวชแล้ว พ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ก็มีหน้าที่ตระเตรียมหาวันบวชและหาพระอุปชฌาย์ในการบวช ชาวบ้านบ้านหนองขาวนิยมบวชพระในเดือน 3 และเดือน 7 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่จะเข้าพรรษาในเดือน 8 ส่วนใหญ่จะบวชเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อให้ครบพรรษา

ชาวบ้านบ้านหนองขาวเห็นว่าการบวชสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีบุตรเป็นชาย ดังนั้นจะมีการเตรียมงานล่วงหน้าเป็นเวลานานและจัดงานถึง 4 วัน 3 คืน ดังนี้วันสุกดิบ หมายถึงวันเตรียมงานในวันนี้จะมีการจัดเตรียมสถานที่ และจัดทำอาหารมีการล้มวัวและล้มหมูอย่างละ 1 –2 ตัว เพื่อเลี้ยงแขกเพราะถือเป็นงานใหญ่ ญาติพี่น้องของเจ้าภาพจะมาช่วยกันตระเตรียมสิ่งต่าง ๆ ที่บ้านงาน

วันงานในวันนี้จะเริ่มตั้งแต่ 7.00 น. โดยจะมีการแห่แตรวงหรือกลองยาวไป รับนาคที่วัดมาที่บ้าน จากนั้นก็จะให้นาคชำระร่างกาย แล้วจึงทำพิธีชาวบ้านเรียกว่า ลาเฒ่าแก่หมายถึงการแห่ขบวนไปลาผู้เฒ่าผู้แก่ที่ตนนับถือ การลาเฒ่าแก่จะเริ่มจากการให้นาคลาหม้อยายและโกศอัฐของบรรพบุรุษในบ้านก่อน แล้วจึงลาพระภูมิเจ้าที่ จากนั้นก็จะไปลาศาลเจ้าพ่อแม่ ซึ่งเป็นศาลเจ้าใหญ่ในหมู่บ้านแล้วจึงเริ่มลาผู้เฒ่าผู้แก่ที่นับถือทั้งหมู่บ้าน ปัจจุบันในขบวนแห่จะมีแตรวงหรือกลองยาว แต่สมัยก่อนจะให้นาคเดินเท้าและมีคนรำนำหน้า เมื่อลาเฒ่าแก่เสร็จแล้ว ก็จะกลับมาเตรียมตัว ทำขวัญนาคในสมัยก่อนนิยมทำขวัญโดยใช้หมอขวัญ แต่ในปัจจุบัน จะนิมนต์พระมาเทศน์แทนการทำขวัญ เพราะขั้นตอนน้อยกว่าและประหยัดกว่า

เมื่อทำขวัญเสร็จแล้วในสมัยก่อนจะมีการสวดมนต์เย็นและจะมีการรับประทานอาหารร่วมกันซึ่งจะเลี้ยงกันตลอดทั้งคืน อาหารที่นิยมทำเลี้ยงกันในงานบวชคือขนมจีนน้ำยา แต่ปัจจุบันจะกินเลี้ยงโต๊ะจีนในตอนเย็นแทน และยังมีมหรสพรำแคนอีกด้วย ชาวบ้านบ้าน หนองขาวนิยมกันว่า หากบ้านใดจัดงานไม่ว่าจะเป็นงานบวช งานแต่งงาน หรืองานอื่น ๆ แล้ว มีการรำแคนก็ถือว่าเจ้าภาพจัดงานได้ยิ่งใหญ่ และเป็นผู้มีฐานะดี

วันบวช ในวันนี้จะมีการทำบุญตักบาตรในตอนเช้า แล้วจึง อาบน้ำนาคโดยนาคจะต้องกราบเท้าและนำน้ำมาล้างเท้าให้พ่อและแม่เสียก่อน แล้วพ่อแม่จึงจะเริ่มอาบน้ำนาคเป็นคนแรก จากนั้นญาติผู้ใหญ่และเพื่อนฝูงของนาคก็จะอาบน้ำนาคตามลำดับเสร็จแล้วจึงให้นาคแต่งกายด้วยชุดขาวแล้วทำพิธี แห่นาคไปวัดโดยให้นาคขี่ม้าไป

เมื่อถึงวัดก็จะนำนาคลงจากหลังม้าแล้วให้นาคหว่านทานหรือ หว่านลูกพริกชาวบ้านออกเสียงว่า หว่านลูกกะพริกลูกพริก หมายถึงลูกมะกรูดที่ใส่สตางค์เหรียญไว้ภายใน แต่ปัจจุบันมะกรูดมีราคาแพงและหายาก จึงใช้สตางค์เหรียญห่อกระดาษแก้วแทน เชื่อกันว่าหากนำลูกพริกไปฝังไว้ที่กลางทุ่งนาแห่งใด ก็จะทำให้เพลี้ยไปมาลงข้าวในทุ่งนาแห่งนั้น จากนั้นก็จะนำนาคเวียนรอบโบสถ์ 3 รอบ แล้วจึงนำนาคเข้าโบสถ์เพื่อประกอบพิธีอุปสมบท หลังจากบวชเป็นพระแล้ว ก็จะออกมานอกโบสถ์ ญาติโยมก็จะนำดอกไม้ธูปเทียนและปัจจัยใส่ย่ามให้พระบวชใหม่แล้วพาพระบวชใหม่ไปยังกุฎิ ในตอนเย็นก็จะมีการสวดมนต์เย็นที่บ้านงาน

วันฉลองหลังจากบวชแล้ววันรุ่งขึ้นก็จะมีการ ทำบุญฉลองพระบวชใหม่โดยจะเลี้ยงพระในตอนเช้า หลังเลี้ยงพระเสร็จจึงถือว่าเสร็จสิ้นขั้นตอนในงานบวช แต่ปัจจุบันมักจะทำบุญฉลองพระบวชใหม่ให้เสร็จสิ้นในตอนเพลของวันบวช

4.ประเพณีการสู่ขอ แต่งงาน

ตามธรรมเนียมไทย การแต่งงานจะมีขึ้นหลังจากที่ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงรักใคร่ชอบพอกันในเวลาอันสมควร เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงปลงใจที่จะใช้ชีวิตคู่หรือร่วมครอบครัวเดียวกันแล้ว ฝ่ายชายก็จะบอกกับพ่อแม่ให้ทราบ เพื่อให้จัดหาผู้ใหญ่ไปทาบทามสู่ขอฝ่ายหญิง ผู้ทีได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ไปเจรจาสู่ขอ เรียกว่า เฒ่าแก่ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีฐานะดี เป็นที่เคารพนับถือและรู้จักพ่อแม่หรือผู้ปกครองของทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงเป็นอย่างดี รวมทั้งรู้จักอุปนิสัยใจคอของฝ่ายชายที่ตนจะเป็นตัวแทนไปสู่ขอด้วย เพราะตัวเฒ่าแก่จะต้องเป็นผู้รับรองนิสัยความประพฤติฐานะการงาน ฯลฯ ให้แก่ฝ่ายชาย

ชาวบ้านบ้านหนองขาวถือกันว่า การสู่ขอครั้งแรกต้องทำในวันศุกร์ แต่ถ้าสู่ขอแล้วพ่อแม่ของฝ่ายหญิงไม่ยกให้ หากมาขอครั้งต่อไปก็สามารถสู่ขอวันอื่นที่ไม่ใช่วันศุกร์ได้ เมื่อพ่อแม่ยกลูกสาวของตนให้แล้วก็ยังไม่สามารถแต่งงานได้ในเร็ววัน เป็นเพราะที่บ้านหนองขาวมีธรรมเนียมว่า นอกจากพ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะขอสินสอดทองหมั้น ซึ่งขอเพียงเล็กน้อยพอเป็นธรรมเนียมแล้ว สิ่งสำคัญคือมักจะขอเรือนหอหนึ่งหลัง ที่ปลูกอยู่ใกล้บ้านพ่อแม่ของฝ่ายหญิง โดยฝ่ายหญิงจะเป็นฝ่ายออกที่ดินและหลังคาให้ ส่วนฝ่ายชายจะมีหน้าที่ในการปลูกเรือนหอ ด้วยเหตุนี้จึงต้องใช้เวลานานกว่าที่จะหาเงินมาปลูกเรือนหอได้ ดังนั้นเมื่อชาวบ้านบ้านหนองขาวบ้านใดมีลูกชาย พ่อแม่ก็มักจะเตรียมหาไม้มากองเก็บไว้ในบริเวณบ้าน เพื่อจะเอาไว้ให้ลูกชายปลูกเรือนหอนั่นเอง หากผู้หญิงบ้านหนองขาวไปแต่งงานกับชายต่างถิ่นแล้วไม่ได้มาอาศัยอยู่ที่บ้านหนองขาวชาวบ้านก็ยังถือเป็นธรรมเนียมว่า ฝ่ายชายจะต้องมาปลูกเรือนหอ 1 หลัง ตามธรรมเนียมดังกล่าว เช่นกัน

ในช่วงที่สู่ขอกันไว้แต่ยังไม่ได้แต่งงานกันนั้น เมื่อถึงเทศกาลสารทไทยในเดือน 10 ซึ่งนิยมทำกระยาสารทไปให้ญาติพี่น้องของฝ่ายชายให้ครบทุกบ้าน เมื่อนำไปให้แล้วญาติของฝ่ายชายก็จะให้เงินตอบแทนเล็กน้อยเพื่อเป็นการรับขวัญ และเมื่อถึงเทศกาลตรุษไทยในเดือน 4 ก็จะต้องนำข้าวเหนียวแดง หรือที่เรียกว่า ขนมแปรไปให้ญาติฝ่ายชายด้วยเช่นกัน เนื่องจากคนในบ้านหนองขาวมักเป็นพี่น้องกัน การนำขนมไปให้ในเทศกาลทั้งสองนี้จึงยากลำบาก แต่ชายหญิงก็ต้องปฏิบัติให้ครบทุกบ้าน ดังนั้นหากญาติพี่น้องคนใดเห็นใจก็จะให้เงินรับขวัญแล้วบอกว่าสารทไทยและตรุษไทยคราวหน้าไม่ต้องนำขนมมาให้ก็ได้ แต่ถ้าญาติพี่น้องบ้านใดไม่พูดเช่นนี้ เมื่อถึงเทศกาลก็ยังคงต้องนำขนมไปให้จนกว่ากญิงชายคู่นั้นจะได้แต่งงานกัน นอกจากนี้ยังถือเป็นธรรมเนียมว่า ช่วงที่สู่ขอกันไว้นั้น ในฤดูทำนาฝ่ายชายจะต้องไปช่วยไถนาให้ฝ่ายหญิง ส่วนฝ่ายหญิงจะต้องไปช่วยดำนาให้ฝ่ายชาย และเมื่อถึงคราวเก็บเกี่ยวฝ่ายหญิงก็มีหน้าที่เป็นแม่ครัวหุงหาอาหารไปเลี้ยงแขกที่มาช่วยเกี่ยวข้าวในนาของฝ่ายชาย ทั้งนี้เพื่อเป็นการพิสูจน์ความเป็นแม่บ้านแม่เรือนของฝ่ายหญิงนั่นเอง

5.ประเพณีการตาย

เมื่อมีคนตายชาวบ้านบ้านหนองขาวซึ่งถือความเป็นพี่เป็นน้องก็จะไปช่วยงานโดยไม่ต้องให้เจ้าภาพมาบอกกล่าว และปัจจุบันก็ยังคงถือปฏิบัติเช่นนี้ ชาวบ้านจะเรียกบ้านที่มีงานศพว่า บ้านผีตาย

ในสมัยก่อนเมื่อยังไม่มีโลงศพขาย หากมีคนตาย ชาวบ้านที่เป็นผู้ชายและชำนาญป่าก็จะนัดชาวบ้านกลุ่มหนึ่งไปตัดต้นไม้ในป่าเพื่อมาต่อเป็นโลงศพและเป็นพื้นที่ใช้เผาศพ ไม้ที่ตัดมาทำโลงศพ คือ ไม้งิ้ว เพราะเป็นไม้เนื้ออ่อนที่เลื่อยง่าย ส่วนไม้ที่นำมาทำฟืนเผาศพคือไม้เต็ง และไม้รัง เมื่อได้ไม้มาแล้วชาวบ้านก็จะต่อโลงศพโดยนำเอาก้านตาล (ทางของต้นตาลโตนด) มาทำเป็นหลักยึดมุมทั้ง 4 ของโลงศพ แล้วใช้ไม้งิ้วตอกประกบทั้งสี่ด้าน ส่วนพื้นโลงก็จะตอกไม้พาดตามขวางเพื่อให้รับน้ำหนัก แล้วนำไม้ไผ่เหลาเป็นซี่ ๆ มาทำเป็นเรือกเอาเสื่อหรือฟูกปูรอง หลังจากที่นำศพที่มัดตราสังและรดน้ำศพเรียบร้อยก็จะนำศพใส่โลง โดยจะทำฝาปิดหรือไม่ทำก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะใช้ผ้าขาวปิดไว้บนโลงศพเท่านั้น แต่บางบ้านจะไม่เอาศพใส่โลงจนกว่าจะถึงกำหนดเคลื่อนศพไปเผา ระหว่างที่ตั้งศพอยู่ในบ้านก็เพียงแค่เอาผ้าคลุมศพแล้วทำม่านกั้นไว้เท่านั้น

เนื่องจากในสมัยก่อนไม่มีการฉีดยาศพและไม่มีการทำฝาโลงปิด ศพจึงส่งกลิ่นเร็วมาก ชาวบ้านจึงนิยมตั้งศพไว้ที่บ้านเพียง 2 หรือ 3 วันเป็นอย่างมาก โดยฤดูร้อนมักตั้งศพไว้เพียง 2 วัน ส่วนฤดูหนาว อาจตั้งศพไว้ถึง 3 วัน ในตอนหัวค่ำจะนิยมนิมนต์พระมาสวดพระอภิธรรม จากนั้นก็มักจะมีการ สวดพระมาลัยเพื่ออยู่เป็นเพื่อนศพ การสวดพระมาลัยนี้จะเริ่มสวดตั้งแต่ประมาณสามทุ่มเรื่อยไป บางครั้งอาจสวดจนรุ่งสว่าง

เมื่อถึงวันเผาศพหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า จุดศพก็จะมีการเลี้ยงเพลที่บ้าน จากนั้นชาวบ้านชายกลุ่มหนึ่งก็จะมาที่วัดเพื่อช่วยกัน ตีเล้าหมูคือ นำไม้เต็งหรือไม้รังที่ใช้เป็นฟืนมากองขัดกันให้สูงขึ้นไป 4 ด้าน ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งจะนำศพออกจากบ้าน โดยนิยมนำศพออกในตอนเที่ยงและเผาในเวลาประมาณบ่ายโมง เมื่อนำศพมาถึงวัดแล้วก็จะแห่ศพเวียน 3 รอบ แล้วนำขึ้นตั้งยังกองฟืนที่ตีเล้าหมูไว้ โดยจะเอาน้ำมะพร้าวล้างหน้าศพ แล้วจับศพพลิกคว่ำเพื่อไม่ให้ศพลุกนั่งในขณะที่ถูกเผา แล้วจึงเอาไม้ท่อนใหญ่ทับลงไปบนศพเพื่อไม่ให้โลงศพตกลงมาทางด้านข้างของกองฟืน และหาไม้ที่มีขนาดใหญ่และยาวจำนวน 2 ต้น มาขัดกันเป็นกระโจมคร่อมโลงศพไว้อีกชั้นหนึ่ง จากนั้นก็จะนิมนต์พระมาเทศน์ สวดมาติกา ถวายไทยธรรมไทยทาน ทอดผ้าบังสุกุล แล้วจึงวางดอกไม้จันทน์ เจ้าภาพหว่านทานและจุดศพ

ในกรณีที่เป็นศพคนตายผิดปกติหรือผีตายโหง ชาวบ้านจะทำ พิธีล่อหลุมก่อนที่จะนำโลงศพขึ้นตั้งบนกองฟืน โดยชาวบ้านจะขุดดินให้ลึกลงไปเล็กน้อย มีขนาดกว้างยาวเท่ากับโลงศพ แล้วนำโลงวางลงไปในหลุมนั้น จากนั้นก็จะทำการสะกดศพเพื่อป้องกันไม่ให้ผีนั้นดุร้ายหรืออาละวาด การเผาศพที่บ้านหนองขาวจะไม่เผาในวันศุกร์หรือวันพระสิ้นเดือน

ปัจจุบันชาวบ้านไม่มีความจำเป็นที่จะต้องต่อโลงศพเองแล้ว เนื่องจากมีร้านขายโลงศพสำเร็จรูปตั้งอยู่ภายในชุมชนจึงหาซื้อได้ง่าย แต่กระนั้นชาวบ้านก็ยังคงรักษาประเพณีนี้ไว้อย่างเหนียวแน่นโดยเฉพาะการสวดพระมาลัย การจัดงานศพชาวบ้านบ้านหนองขาวถือว่าเป็นงานที่สิ้นเปลือง เนื่องจากมีชาวบ้านมาร่วมงานศพเป็นจำนวนมากเพระถือว่าผู้ตายเป็นญาติของตน

 

ประเพณีที่ถือปฏิบัติเป็นประจำทุกเดือนในรอบปี

ชุมชนบ้านหนองขาวมีงานประเพณีที่ถือปฏิบัติเป็นประจำทุกเดือนในรอบปีคล้ายกับชุมชนอื่น ๆ ในเขตภาคกลาง แต่ชาวบ้านที่บ้านหนองขาวนี้ยังคงยึดถือปฏิบัตินี้ชาวบ้านจะนับตามเดือนของไทย ดังนี้

1.เดือนอ้าย หรือเดือนธันวาคม

     เนื่องจากเดือนนี้อยู่ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าว จึงไม่มีงานประเพณีแต่จะมีการทำบุญตามปกติในวันทุกวันพระ

2.เดือนยี่ หรือเดือนมกราคม

     เดือนนี้ยังจัดอยู่ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว นอกจากจะทำบุญตามปกติในวันพระแล้ว ยังมีการทำบุญเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ (สากล) อีกด้วยในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าว ชาวบ้านถือเป็นธรรมเนียมในการเอาแรงกันเกี่ยวข้าวหรือ

     มีการลงแขกเกี่ยวข้าวโดยหมุนเวียนไปแต่ละนา เจ้าของนาจะต้องเลี้ยงดูหุงหาอาหารให้กับผู้ที่มาช่วยลงแขกเป็นอย่างดี โดยหาบอาหารไปเลี้ยงยังทุ่งนาซึ่งนอกจากอาหารคาวแล้วก็ยังมีอาหารหวานด้วย ส่วนเด็ก ๆ เมื่อรู้ว่านาแห่งใดมีการลงแขกเกี่ยวข้าว ก็จะนำผ้าขาวม้ามาปูไว้ตามทางที่เจ้าของนาจะหาบอาหารผ่าน แล้วแอบหลบอยู่แถวนั้น เมื่อหญิงเจ้าของนาหาบอาหารผ่านมาเห็นผ้าขาวม้าปูอยู่ก็จะทราบและปฏิบัติเป็นธรรมเนียมโดยการตัดแบ่งวางอาหารไว้ให้บนผ้าขาวม้านั้น

 3. เดือนสาม หรือเดือนกุมภาพันธ์

     เดือนนี้เป็นช่วงที่ชาวนาเริ่มนวดข้าว โดยก่อนที่จะถึงขั้นตอนการนวด ก็จะต้องทำพิธีรับขวัญข้าวจากทุ่งนามายังบ้าน ในการรับขวัญข้าวจะต้องมีการปั้นขวัญข้าว โดยนำดินที่ทุ่งนาของตนมาปั้นเป็นรูปหัวคนแล้วเสียบไม้ นำรวงข้าวมาผูกที่กลางไม้ ผูกผ้าสามสี แล้วปักบนเกวียนหรือรถที่บรรทุกข้าวมายังบ้าน

     ขณะที่บรรทุกข้างมาบ้าน หากทำข้าวหกระหว่างทางก็ต้องนำขนมต้มขาวต้มแดงไปรับขวัญข้าว เมื่อนำข้าวมาถึงบ้านเล้วก็จะเรียงฟ่อนข้าวให้เป็นกองแล้วนำขวัญข้าวปักไว้ที่ลอมข้าว จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการนวดข้าว เมื่อนวดเสร็จก็จะมีการ ทำขวัญยุ้งซึ่งนิยมทำในวันศุกร์โดยนำฟางมาผูกเป็นรูปคนนั่งขัดสมาธิ เอาผ้าแดงผูกหัว ใส่ไว้ในยุ้งข้าวเรียกว่า ตาปู่พกมีหน้าที่เฝ้าข้าว แล้วนำขนมต้มขาวต้มแดง หัวข้าวหัวแกง หมาก พลู มาบูชาแม่โพสพ ขณะที่บูชาก็ให้พูดแต่สิ่งที่ดี ๆ เพื่อจะให้ข้าวอุดมสมบูรณ์ เมื่อทำขวัญยุ้งเสร็จแล้วก็จะทำขนมต้มขาว ต้มแดงใส่ไว้ในมือตาปู่พุกด้วย

     เดิมในอดีตชาวนาชาวบ้านหนองขาวนิยมนวดข้าวโดยใช้วิธีให้วัวหรือควายเดินย่ำบนฟ่อนข้าว การใช้วัว/ควายจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับขนาดของลานนวดข้าว หรือตามจำนวนวัว/ควายที่มี แต่ส่วนใหญ่จะใช้วัวในการนวดข้าวมากกว่าควาย เพราะที่บ้านหนองขาวชาวบ้านนิยมเลี้ยงวัว นอกจานี้ยังมีธรรมเนียมว่าบ้านใดที่มีลูกสาวที่ได้รับการสู่ขอหรือหมั่นหมายจากหนุ่มเพื่อนบ้านแล้ว หนุ่มคู่หมั่นจะต้องระดมระวัวของเพื่อนฝูงหรือญาติพี่น้องของตนไปช่วยนวดข้าวในบ้านฝ่ายหญิง ทำให้ในวันนวดข้าวจะมีวัวเป็นจำนวนมาก บรรยากาศในการนวดข้าวจึงสนุกสนานครื้นเครง ส่วนทางบ้านฝ่ายหญิงจะเตรียมสำรับกับข้าวคาวหวานนานาชนิดไว้รับรอง หลังจากเสร็จงานการนวดข้าวและก็จะนำวัวมาแข่งกัน ทำให้เกิดการ แข่งขันวิ่งวัวลานขึ้น

     นอกจากนี้หากปีใดถึงเดือน 3 แล้วยังแห้งแล้วมากก็จะมีการทำ พิธีขอฝนชาวบ้านจะนิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์เย็นบทตภูโตซึ่งเป็นบทสวดขอฝนเป็นเวลา 3 วัน โดยจะต้องทำกลางแจ้ง และมีการปั้นรูป พ่อเมฆ แม่หมอกโดยนำดินเหนียวมาปั้นเป็นรูปชายหญิงประนมมือนั่งคู่กัน แล้วนำไปไว้ที่หน้าสระน้ำหน้าหมู่บ้าน

     ในเดือนสามนอกจากกิจกรรมข้างต้นแล้วยังมีการทำบุญเวียนเทียนเนื่องในวันมาฆบูชา หรือวันเพ็ญ 15 ค่ำ เดือน 3 ซึ่งชาวบ้านถือว่าเป็นวันพระใหญ่ ตอนเช้ามีการทำบุญตักบาตรฟังเทศน์ฟังธรรมผู้เฒ่าผู้แก่ถือศีล ส่วนในตอนเช้าย่ำค่ำมีการเวียนเทียนรอบพระอุโบสถ

4. เดือนสี่ หรือเดือนมีนาคม

     ชาวบ้านโดยส่วนใหญ่เริ่มว่างเว้นจากการทำนา แต่ละบ้านเริ่มประกอบอาชีพรอง คือการทำน้ำตาลโตนด ซึ่งก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่ต้นตาลจะให้น้ำตาลสด ขั้นตอนในการนำน้ำตาลสดลงมาจากต้น เริ่มจากการหักวงตาลที่มีหลายนิ้วให้เหลือก้านละ 2 นิ้ว ตาลเหมือนหูกระต่าย แล้วปั่นงวงตาลโดยเอามือจับวงตาลแล้วหมุนควงเป็นวงกลมเพื่อให้เสี้ยนในวงกระจายตัวแล้วทิ้งเอาไว้ 1 วัน จากนั้นจึงถึงขั้นตอนการนวดงวงตาล ไม้นวดทำมาจากไม้ 2 เล่ม มัดปลายติดกันมีด้ามถือ 2 ข้างไว้กดบีบนวดงวงตาล การนวดนี้ต้องนวดให้ครบ 3 ไม้ โดยน้ำหนักความแรงของการนวดสามารถนำไปเปรียบเทียบกับมด คือ ไม้ที่หนึ่งแรงนวด แค่ มดขาแพลงนั่นคือไม้แรกนี้ต้องเบาและนิ่มนวลมาก ไม้ที่สองเพิ่มแรงนวดขึ้นมาอีกนิดโดยแค่ มดคลานสำหรับไม้ที่สามซึ่งเป็นไม้สุดท้ายนั้นให้นวดแค่ มดตายพอดีคือการเพิ่มแรงกดนวดขึ้นทีละเล็กทีละน้อย

     พอนวดครบสามไท้ให้ทิ้งไว้ 1 วัน แล้วชิมหน้าโดยการเอามีดปาดปลายงวงตาล สังเกต ดูการไหลของน้ำตาล ถ้าไม่มีน้ำตาลไหลออกมาก็ต้องเริ่มนวดใหม่ จนกระทั่งมีน้ำตาลไหลซึมออกมาจากงวง พอมีน้ำตาลไหลซึมออกมาดีแล้วก็มัดนิ้วตาลรวม กัน 4 นิ้วตาล ทิ้งไว้อีก 2 คืน เอากระบอกใส่น้ำเปล่าขึ้นไปดอง โดยเอานิ้วตาลที่มัดรวมกันแช่น้ำในกระบอกจนสุดงวง ดอกไว้จนครบ 2 วัน 2 คืน จึงชักกระบอกดองออก เอามีดปาดผลายงวงอีกครั้งน้ำตาลจะไหลออกมาแล้วผูกกระบอกให้แน่นกับงวงเพื่อรองน้ำตาลที่หยอดลงมา การขึ้นไปรองน้ำตาลนี้จะเป็นหน้าที่ของผู้ชายโดยจะขึ้นไปรองน้ำตาลในตอนเย็นแล้วขึ้นไปปลดตอนเช้า ต้นตาล 1 ต้น จะรองน้ำตาลได้ประมาณ 5 –6 กระบอก (ชัชวาล ทองดีเลิศ,2543) เมื่อผู้ชายปลดกระบอกน้ำตาลลงมาแล้วจะนำไปให้ผู้หญิงต้มเป็น น้ำตาลสุกเพื่อว่าจะได้เก็บไว้ดื่มได้นานกว่าน้ำตาลสด ๆ นอกจากนั้นยังนำไปเคี่ยวในกระทะจนเหนียวข้น แล้วนำไปผึ่งให้เย็นก็จะได้ น้ำตาลปึกการทำตาลนี้ชาวบ้านจะทำไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งล่วงเข้าฤดูฝนประมาณเดือนพฤษภาคมจึงหยุดขึ้นตาล

     นอกจากการทำน้ำตาลโตนดแล้ว บ้านที่มีกี่ทอผ้าผู้หญิงจะทำการทอผ้า ขณะที่ ผู้ชายออกไปหาของป่าเลี้ยงวัว ทำไร่ หรืองานฝีมือ โดยเฉพาะงานช่างไม้ งานปลูกบ้าน สร้างเรือน

5. เดือนห้า หรือเดือนเมษายน

     ในเดือนเมษายนนี้ชุมชนบ้านหนองขาวมีงานประเพณีใหญ่อยู่ 2 ประเพณี คือประเพณีตรุษไทยและประเพณีสงกรานต์

     ประเพณีตรุษไทย เป็นประเพณีที่คาบเกี่ยวอยู่ระหว่างเดือนสี่และเดือนห้า โดยตรงกับวันแรม 14 ค่ำ เดือน 4 ถือเป็นวนจ่ายเพื่อเตรียมสิ่งของไว้ทำบุญ วันแรม 15 ค่ำ เดือน 4 เป็นวันที่ชาวบ้านทำบุญตักบาตรในตอนเช้า มีการละเล่นสนุกสนานในช่วงบ่าย โดยจะเล่นกันจนถึงวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 สำหรับการละเล่นนั้นมักเป็นการละเล่นพื้นบ้านอาทิ การเล่นโม่ง การเล่นข้าวหลามตัด การเล่นอ่วม-แป๊ว เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการละเล่นอื่น ๆ เช่น มอญซ่อนผ้า แย้ลงรู หัวล้านชนกัน ฯลฯ อีกด้วย สำหรับประเพณีตรุษนั้นเป็นประเพณีที่แสดงความยินดีให้กับชีวิตที่สามารถผ่านพ้นอุปสรรค ภัยอันตราย และมีชีวิตยั่งยืนมาได้จนถึงวันตรุษนี้ ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการทำบุญทำทานเพื่อไม่ให้มัวเมาหรือประมาทในการดำเนินชีวิต

     ประเพณีสงกรานต์ วันสงกรานต์ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่เดิมของไทยมาแต่โบราณ ในประเพณีนี้ ชาวบ้านบ้านหนองขาวจะจัดให้มีการทำบุญ 4 วัน ในระหว่างวันที่ 12 –15 เมษายน ของทุกปี โดยวันที่ 12 –14 จะมีการทำบุญเลี้ยงพระ แล้วเล่นน้ำสงกรานต์ ส่วนในวันที่ 15 หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า วันท้ายสงกรานต์จะมีการถวายภัตตาหารเพลแล้วทำบุญกระดูก เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว และมีผู้บุญคุณที่ให้ไร่ให้นาไว้ทำมาหากิน สิ่งสำคัญที่จะขาดเสียมิได้ในประเพณีตรุษและประเพณีสงกรานต์ของชาวบ้านบ้านหนองขาวก็คือการทำบุญด้วย ข้าวเหนียวแดง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ขนมแปรนอกจากนี้ในประเพณีสงกรานต์ยังมีการรวมกลุ่มกันปิ้งขนมบ้าบิ่น และมีการละเล่นต่าง ๆ เช่นเดียวกับที่เล่นในประเพณีตรุษ งานประเพณีสงกรานต์นับเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของบ้านหนองขาว เนื่องจากถือเป็นงานประจำปีปิดทองหลวงพ่อพระป่าเลไลย์อีกงานหนึ่ง

6. เดือนหก หรือเดือนพฤษภาคม

     หลังจากสนุกสนานกันมาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว เมื่อถึงเดือนหกซึ่งเข้าสู่ฤดูฝน ชาวนาจะเริ่มทำนาและตกกล้า สำหรับชาวบ้านหนองขาวเมื่อถึงวันแรม 7 ค่ำ เดือน 6 จะทำพิธีขอฝน ผู้ที่บทบาทในการประกอบพิธีดังกล่าวก็คือร่างทรงที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในหมู่บ้าน

     ในตอนเช้าชาวบ้านจะเดินทางไปทำพิธีขอฝนยังบริเวณที่เรียกว่า ห้วยโกเมื่อไปถึงก็จะช่วยกันปลูกศาลเพียงตา จากนั้นเจ้าก็จะเริ่มประทับทรง เมื่อเจ้าองค์ที่มีความสำคัญประทับทรงแล้ว ชาวบ้านก็จะยกเครื่องสังเวยขึ้นตั้งบนศาลเพียงตา เครื่องสังเวยประกอบด้วยบายศรีปากชาม 2 ปาก กล้วย 2 อุ้ม (หวี) ผลไม้ 2 จาน ขนมแห้ง 2 จาน ขนมถ้วยขึ้น (ขนมถ้วยฟู) 2 จาน แล้วเจ้าที่เข้าประทับทรงจะช่วยกันทำน้ำมนต์ แล้วนำน้ำมนต์นั้นมาตั้งบนไม้ไผ่ลำเดียวแต่ผ่าเป็นสามง่ามโดยต้องตั้งขันน้ำมนต์ให้สูงเสมอตา

    จากนั้นเจ้าจะร่วมกันก่อพระทราย แล้วเทน้ำรดพระทรายให้น้ำไหลลงมายังสระจำลองที่ชาวบ้านขุดเตรียมไว้ ภายในสระจะมีดินเหนียวปั้นเป็นรูปสัตว์น้ำ 5 ชนิด ชนิดละ 1 ตัว ได้แก่ ปลาไหล ปลาหมอ ปลาดุก ปลาช่อน และเต่า สระจำลองที่ขุดนี้จะต้องหันไปทางทิศตะวันออกและต้องขุดเปิดปากสระไว้ด้วย เชื่อว่าจะทำให้ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์

     จากนั้นชาวบ้านแต่ละคนจะนำสำรับที่ตนเตรียมมาจากบ้าน มาตั้งในแพซึ่งเป็นโครงไม้มัดด้วยแฝก เรียกแพนี้ว่า กระแบะกระบาลในกระแบะกระบาลประกอบด้วย ตุ๊กตาดินเหนียวชายหญิง 1 คู่ และช้างม้า 1 คู่ โดยตุ๊กตาผู้ชายและช้างอยู่ที่ด้านหัวแพ ส่วนตุ๊กตาผู้หญิงและม้าอยู่ที่ท้ายแพ ทั้งส่วนหัวและท้ายแพจะมีบายศรีปากชาม หัวข้าวหัวแกง (หมายถึงข้าวและแกงที่ตักขึ้นจากหม้อเมื่อปรุงเสร็จ โดยยังไม่ได้ไม่ตักไปรับประทาน) ขนมเปียกปูน เหล้าขาว หมูนอนตอง (หมูสดวางบนใบตอง) ที่ละ 1 ชุด และมีธงแดงปักทั้งด้านหัวและท้ายของแพ

     สำรับที่ชาวบ้านนำมาวางบนกระแบะกระบาล ประกอบด้วย ตุ๊กตาดินเหนียวตัวเล็ก ๆ ตามจำนวนคนในครอบครัว โดยนำเศษผ้ามานุ่งให้ตุ๊กตา ขนมต้มแดงต้มขาว ของแห้งในครัว เช่น กะปิ เกลือ หัวหอม พริก และเมล็ดพืชที่ใช้ในการเกษตร เช่น ข้าว ถั่ว งา เป็นต้น การทำพิธีในขั้นตอนนี้เป็นการไหว้ผีตายโดยผิดปกติหรือ ผีตายโหงและผีที่อดอยากให้ได้กินอิ่มและได้ข้าวของไปเก็บไว้ใช้ในภพภูมิของตน เชื่อว่า เมื่อผีเหล่านี้อิ่มแล้วก็จะไม่มารบกวน ชาวบ้านจะได้อยู่กันอย่างสุขสบาย จากนั้นก็จะไปถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์

     ครั้งถึงเวลาประมาณ 14.00 น. เจ้าจะเริ่มทำพิธีขอฝน โดยจะบวงสรวงและร้องรำอย่างสนุกสนาน ชาวบ้านจะช่วยกันตัดไม้มะกอกมาทำขุนเพ็ดให้ได้เป็นจำนวนคี่ แล้วมอบให้กับผู้ส่งกระแบะกระบาล ชาวบ้านเชื่อว่าผู้ส่งกระแบะกระบาลจะต้องเป็นผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษที่เคยเป็นผู้ส่งกระแบะกระบาลแทนคนในหมู่บ้านมาก่อน จากนั้นผู้ส่งกระแบะกระบาลจะยกแพไปตั้งแล้วจุดธูป 9 ดอก อธิษฐานแล้วปักไว้ที่หัวและท้ายแพ แล้วนำแพไปส่งคือยกไปวางไว้ทางทิศตะวันออก เจ้าจะเปิดทดน้ำในสระเล็ก เพื่อเป็นเคล็ดว่าน้ำจะได้ไหลมาอย่างอุดมสมบูรณ์ จากนั้นเจ้าก็จะนำน้ำมาสาดเล่นกับพวกเจ้าด้วยกัน และวิ่งไปแย่งขุนเพ็ดจากชาวบ้านแห่มายังศาลในหมู่บ้านชื่อ ศาลปู่เจ้าบ้านเมื่อมาถึงก็จะเวียนรอบศาล 3 รอบ แล้วนำขุนเพ็ดปักไว้ที่ศาลจึงเสร็จพิธี

     แต่ถ้าหากถึงเดือน 6 แล้วฝนยังไม่ตก ในสมัยก่อน ชาวบ้านจะจัดให้มีการ แห่นางแมวขึ้น ในการแห่นางแมวนั้น จะเริ่มแห่ประมาณ 1 ทุ่ม ชาวบ้านจะตัดไม้มาทำขุนเพ็ดแล้วทาสีแดง นำแมวตัวเมียมาใส่ในข้องดักปลาแห่ร้องรำไปรอบหมู่บ้านอย่างสนุกสนาน ประเพณีการแห่นางแมวนี้ในปัจจุบันได้สูญหายไปแล้ว เพราะชาวบ้านได้รับน้ำจากคลองส่งน้ำชลประทานที่ส่งมาจากเขื่อนวชิราลงกรณ์แทนฝนที่ได้รับมาจากธรรมชาติ

      สำหรับประเพณีทางพุทธศาสนาที่ชาวบ้านทำในเดือนนี้ ได้แก่ การทำบุญวัน วิสาขบูชาและทำบุญสลากภัต การถวายสลากภัตของชาวบ้านหนองขาวนั้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อเสี่ยงทายน้ำฝนที่จะใช้ในการทำนา โดยจะทำในวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 6 ในวันนี้ชาวบ้านจะนำอาหารซึ่งได้แก่ ขนมจีน ข้าวเหนียวมะม่วง และผลไม้ต่าง ๆ จัดใส่ถาดแล้วนำไปทำบุญที่วัด หลังจากถวายภัตตาหารแล้ว ทายกผู้เป็นหัวหน้าก็จะนำสลากซึ่งเขียนหมายเลขไว้มาให้ชาวบ้านที่นำของมาทำบุญสลากภัตจับ เมื่อจับได้เลขใดก็จะนำเครื่องสลากภัตไปถวายที่พระสงฆ์รูปนั้น โดยเริ่มนับ 1 จากเจ้าอาวาสซึ่งนั่งอยู่ที่หัวแถว หลังจากที่ชาวบ้านถวายจนครบทุกคนแล้วก็จะดูว่าเครื่องสลากภัตไปอยู่มากในช่วงใด ถ้าไปอยู่ตรงช่วงหัวแถวมากก็แสดงว่า ฝนจะดีตอนต้นปีคือในเดือน 6 หากอยู่ตรงกลางมากแสดงว่าฝนจะดีในช่วงกลางปีคือเดือน 7 และเดือน 8 หากอยู่ท้ายแถวมากแสดงว่า ฝนจะดีในช่วงปลายปีคือในเดือน 9 แต่หากช่วงใดของแถวไม่มีเครื่องสลากภัตเลย แสดงว่าช่วงนั้นจะไม่มีฝนชาวบ้านบ้านหนองขาวมีความเชื่อว่าการเสี่ยงทายโดยการถวายสลากภัตนี้มีความแม่นยำมาก

     การถวายสลากภัตเพื่อเสี่ยงทายน้ำฝนหากนาจะให้ผลผลิตดี เครื่องสลากภัตควรจะอยู่มากที่กลางแถวและปลายแถว เพราะในการทำนานั้นหากฝนต้นปีไม่ดีก็ยังถือว่าไม่สำคัญนักแต่ฝนกลางปีและฝนปลายปีต้องดี เนื่องจากช่วงนั้นเป็นช่วงข้าวออกรวงจึงต้องใช้น้ำมาก ถ้าข้าวออกรวงแล้วไม่มีฝนก็จะได้ข้าวไม่มากผลผลิตในปีนั้นก็ไม่ดี

นอกจากนี้ในเดือน 6 ยังมีประเพณีที่ชาวบ้านเรียกว่า งานปีหรือ งานประจำปีคือการทำบุญและการตั้งศาลยายตามศาลเจ้าต่าง ๆ ซึ่งมีจำนวนมากในหมู่บ้าน

7. เดือนเจ็ด หรือเดือนมิถุนายน

     ในเดือน 7 ชาวบ้านจะเริ่มดำนา ที่บ้านหนองขาวปัจจุบันยังมีการเอาแรงกันอยู่ โดยฝ่ายชายจะไปไถนาให้ฝ่ายหญิงในเดือน 6 ส่วนฝ่ายหญิงก็จะไปดำนาให้ฝ่ายชายในเดือน 7 ถึงเดือน 8

8.เดือนแปด หรือเดือนกรกฎาคม

     ประเพณีที่สำคัญในเดือนนี้ คือ การทำบุญในวันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษาชาวบ้านบ้านหนองขาวจะทำบุญ 2 วัน ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ซึ่งเป็นวันอาสาฬหบูชา และวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ซึ่งเป็นวันเข้าพรรษา โดยถือว่าพระสงค์จะเข้าพรรษาตั้งแต่เที่ยงคืนของ วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 เป็นต้นไปและนานเป็นเวลา 3 เดือน ดังนั้นหากมีพระจรมาจำพรรษาที่วัดหนองขาว ก็จะต้องมาก่อนเที่ยงคืนด้วย โดยมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งถือศีลรออยู่ที่วัด อาหารสำคัญที่ใช้ในการทำบุญวันเข้าพรรษาของชาวบ้านบ้านหนองขาว คือ ขนมเทียน ในช่วงเข้าพรรษานี้ ชาวบ้านส่วนใหญ่จะถือศีลอย่างเคร่งครัดและไปทำบุญในทุกวันพระ

9.เดือนเก้า หรือเดือนสิงหาคม

ไม่มีประเพณีที่สำคัญในเดือนนี้ นอกจากการทำบุญตามปกติในวันพระ

10.เดือนสิบ หรือเดือนกันยายน

ประเพณีในเดือนนี้คือประเพณีสารทไทย ชาวบ้านบ้านหนองขาวจะทำบุญสารทไทย

ในวันแรม 15 ค่ำเดือน 10 โดยจะทำบุญใส่บาตรพระด้วยกระยาสารทและกล้วยไข่ ซึ่งประเพณีสารทไทยนี้ชาวบ้านถือว่าเป็นการขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บันดาลให้ผลผลิตในไร่นาได้ผลสมบูรณ์

11.เดือนสิบเอ็ด หรือเดือนตุลาคม

     ช่วงเดือนนี้เป็นช่วงที่ข้าวตั้งท้องออกรวง ชาวบ้านบ้านหนองขาวจะ ทำขวัญข้าวโดยนิยมทำในวันศุกร์ข้างขึ้นก่อนเพล เพราะเชื่อว่าการที่ข้าวตั้งท้องออกรวงก็คือ การที่แม่โพสพแพ้ท้องอยากกินของเปรี้ยวของหวานเช่นเดียวกันกับผู้หญิงที่ตั้งท้อง จึงต้องนำข้าวพล่าปลายำ หัวข้าวหัวแกง ส้มเขียวหวานหรือส้มมะขาม กล้วย ถั่วงา น้ำ ดอกไม้ ธูปเทียน มาบูชาแม่โพสพและต้องแต่งตัวให้แม่โพสพด้วยการนำผ้าขาวม้าไปหุ้มที่กอข้าว และเอาหวีเสียบไว้ที่กอข้าว 1 อัน จากนั้นนำทองไปสวมที่ต้นข้าวแล้วประพรมต้นข้าวด้วยน้ำอบน้ำหอม

     ในเดือน 11 นี้ แต่เดิมชาวบ้านบ้านหนองขาวจะมี การขว้างข้าวเม่ากล่าวคือ ในช่วงนี้จะชาวบ้านจะเกี่ยวข้าวที่ไม่แก่ไม่อ่อน เพื่อนำมาคั่วและตำเป็นข้าวเม่า ซึ่งผู้หญิงจะเป็นฝ่ายมาช่วยกันตำข้าวหากบ้านใดตำข้าวเม่าก็จะมีเสียงดัง เมื่อฝ่ายชายได้ยินเสียงก็ไปเก็บมะพร้าวมาห่อผ้าขาวม้าแล้วโยนเข้าไปในบ้านที่ตำข้าวกันอยู่ ฝ่ายหญิงก็จะนำมะพร้าวไปออกแล้วนำมาทำขนมข้าวเม่า จากนั้นก็จะนำมาใส่ห่อผ้าขาวม้าของฝ่ายชายแล้วแขวนไว้ที่รั้วหน้าบ้าน คอยดูว่าชายที่โยนมะพร้าวมานั้นเป็นใคร ทางฝ่ายชายก็จะต้องแอบไปเอาขนมนั้นมากินให้ได้โดยไม่ให้ ฝ่ายหญิงรู้ว่าตนเป็นคนโยนมะพร้าวเข้าไป แต่หากชายและหญิงคู่นั้นมีความรักใคร่กัน ฝ่ายชาย ก็จะใช้ผ้าขาวม้าของตนที่คิดว่าฝ่ายหญิงจำได้มาห่อมะพร้าว เพื่อบอกให้ฝ่ายหญิงรู้เป็นนัย

     นอกจากประเพณีการทำขวัญข้าวแล้ว ในเดือนนี้ยังมีประเพณีทางศาสนาที่สำคัญคืองานออกพรรษาซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 วันออกพรรษาถือเป็นวันสิ้นสุดของการ จำพรรษาของพระสงฆ์ที่อยู่รวมกันในวัด หรือสถานที่ซึ่งอธิษฐานเข้าพรรษาในช่วง 3 เดือนก่อนหน้านี้ ในวันนั้นพระสงฆ์จะประกอบพิธีกรรมทำสังฆกรรม เรียกว่า วันมหาปวารณาคือเป็น วันที่พระภิกษุสงฆ์ทุกรูปจะอนุญาตให้ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ในเรื่องราวที่เกี่ยวกับความประพฤติต่าง ๆ นับตั้งแต่พระสังฆเถระ ได้แก่ พระภิกษุผู้มีอาวุโสสูงลงมา จะสามารถตักเตือนหรือเปิดโอกาสให้ซักถามข้อสงสัยซึ่งกันและกัน สำหรับชาวบ้านในวันนี้จะมาทำบุญถวายภัตตาหารเพล

วันรุ่งขึ้นคือ วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 หลังจากออกพรรษา 1 วัน เป็นวันที่มีการ

ตักบาตรเทโว ชาวบ้านบ้านหนองขาวจะทำบุญขนมเทียนกับข้าวต้มมัดไต้ ซึ่งทำด้วยข้าวเหนียว ถั่วเขียว และหมู

12.เดือนสิบสองหรือเดือนพฤศจิกายน

     ชาวบ้านบ้านหนองขาวจะจัดงานประเพณีสำคัญ คือการเทศน์มหาชาติ งานเทศน์มหาชาตินี้ นิยมทำหลังออกพรรษาพ้นหน้ากฐินไปแล้ว อาจทำในวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 12 หรือ ในวันแรม 8 ค่ำก็ได้ ซึ่งในช่วงนี้น้ำเริ่มลด และข้าวอาหารกำลังอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านจง พร้อมใจกันทำบุญทาน

     ชาวบ้านบ้านหนองขาวจะจัดงานเทศน์มหาชาติทุกปี ปัจจุบันจะจัดงาน 3 วัน คือวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 12 เรียกว่า วันปักฉัตรเป็นวันที่ชาวบ้านพร้อมใจกันมาเตรียมงานตกแต่งสถานที่ในวันนี้มีการสวดมนต์ในตอนเย็น วันขึ้น 10 ค่ำ เดือน 12 มีการทำบุญในตอนเช้า จากนั้นก็จะเริ่มเทศน์มหาชาติ โดยเทศน์ในวันนี้เพียง 7 กัณฑ์ และเทศน์ในวันขึ้น 11 ค่ำ เดือน 12 อีก 6 กัณฑ์ หลังจากที่เทศน์จบจนครบ 13 กัณฑ์แล้ว ก็จะมีการเทศน์สามธรรมมาสน์อีกกัณฑ์หนึ่ง เรียกว่า เทศน์กันฑ์ตกหรือ เทศน์กัณฑ์หนุ่มกัณฑ์สาวซึ่งมักจะเทศน์กัณฑ์ชูชก กุมาร และมัทรีสาเหตุที่เรียกว่า กัณฑ์หนุ่มกัณฑ์สาวก็เพราะก่อนที่จะมีการเทศน์กัณฑ์นี้ ชาวบ้านหญิงและชายจะแยกกันนั่งคนละด้านของศาลาการเปรียญแล้วเรี่ยไรเงินทำบุญแข่งขันกัน ซึ่งบางครั้งมีการแยกเป็นขบวนแห่ของฝ่ายหญิงและฝ่ายชายออกเรี่ยไรตามบ้านต่าง ๆ มาตั้งแต่ตอนกลางวันแล้ว ทั้งนี้ก็เพื่อจะดูว่าฝ่ายใดจะได้เงินมาทำบุญมากกว่ากัน ฝ่ายที่ได้น้อยกว่าก็จะถูกโห่ฮาจนต้องเรี่ยไรเพิ่ม ถือเป็นการเล่นกันสนุก ๆ เพื่อมุ่งหาเงินทำบุญเข้าวัด

 

ความเชื่อต่าง ๆ ของชาวบ้านหนองขาว

1.ความเชื่อเรื่องยาย

ชาวบ้านบ้านหนองขาว มีความเชื่อเรื่องยายมาตั้งแต่โบราณ และนับถือยายสืบต่อกันมาถึงปัจจุบัน บ้านของชาวบ้านทุกหลังจะต้องมีหิ้งบูชายายและมีการไหว้ยาย ซึ่ง ยายของชาวบ้านบ้านหนองขาว หมายถึง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ถือว่าเป็นต้นตระกูลซึ่งลูกหลานต้องรับไปไว้ในบ้านของตนสืบต่อกันตามช่วงอายุ ดังนั้นในความเชื่อของชาวบ้าน ยายจึงไม่ใช่ผีบ้านผีเรือน ถึงแม้ว่าจะคอยปกปักรักษาให้คนที่อาศัยอยู่ในบ้านอยู่เย็นเป็นสุขเหมือนผีบ้านผีเรือนก็ตาม

เมื่อชาวบ้านบ้านหนองขาวแต่งงานแยกครอบครัว ไปมีบ้านเป็นของตนเองก็จะต้องทำพิธีรับยาย จากบ้านของพ่อแม่ไปเก็บรักษาไว้ที่บ้านของตน เพื่อเป็นสิริมงคลและสืบต่อบรรพบุรุษ เนื่องจากยายมีหลายประเภทและอยู่ในภาชนะต่าง ๆ กัน ลูกหลานต้องรู้ว่าบรรพบุรุษของตนนับถือยายอะไรบ้าง จึงจะทำพิธีรับยายและบูชายายได้ถูกต้องตามที่บรรพบุรุษของตนนับถือ วิธีปฏิบัติในการรับยาย คือ นำภาชนะต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่อยู่ยายมาเท่าจำนวนที่มีในบ้านเดิมของตน กล้วย 1 อุ้ม หมากพลู รูปปั้นขี้ผึ้งเล็ก ๆ (ใช้สมมติแทนยาย) เท่าจำนวนภาชนะ ดอกไม้ธูปเทียน ขนมต้มแดงต้มขาว และหัวข้าวหัวแกง จัดใส่หาบแล้วหาบไปบ้านพ่อแม่ของตน แม่จะทำพิธีมอบยายให้กับลูก ลูกก็จะหาบกลับบ้านมาบ้านแล้วนำมาจัดตั้งไว้ในห้องนอนด้านหัวนาน ทำพิธีจุดธูปเทียนบูชาเป็นเวลา 3 วัน หลังจากนั้นทุกปีในเดือน 6 ก่อนเข้าพรรษา ก็จะจัดให้มีการบูชายาย 1 ครั้ง ของที่ใช้ในการบูชามี บายศรีปากชาม ขนมต้มแดงต้มขาว หมากพลู ดอกไม้ธูปเทียนและน้ำ วันที่เหมาะในการบูชายายคือวันศุกร์ แต่ห้ามบูชายายหรือรับยายในวันพระ

ในการรับยายนี้ ชาวบ้านหนองขาวเชื่อว่าจะต้องหาบไปจากบ้านพ่อแม่เท่านั้น มิฉะนั้นยายไม่ยอมไปด้วย แล้วก็จะบันดาลให้เกิดเหตุการณ์ไม่ดีกับลูกหลานคนนั้น จนต้องมารับยายใหม่ หากลูกหลานไปตั้งรกรากอยู่ไกล ไม่สามารถหาบไปจนถึงบ้านได้ ก็ต้องหาบออกจากบ้านพ่อแม่ให้พอเป็นพิธี และเมื่อขึ้นรถแล้วก็ต้องอุ้มกระจาดไปตลอดทางจนกว่าจะถึงบ้าน แล้วจึงหาบยายเข้าบ้านของตนและต้องนำยายเข้าบ้านให้ทันก่อนเพล หากไม่ทันเพลก็ต้องมารับยายใหม่นอกจากนี้ยังเชื่อว่าห้ามรับยายโดยการนำยายใส่กระสอบ

ยายมีหลายประเภทโดยอยู่ในภาชนะต่าง ๆ กันดังนี้

หม้อยาย หมายถึง ยายที่อยู่ในหม้อดินขนาดเล็ก ภายในหม้อยายจะมีหุ่นคนปั้นด้วยขี้ผึ้ง และที่ฝาหม้อจะปิดด้วยผ้าขาวมีด้ายสายสิญจน์ผูกรอบฝาหม้อ แขวนไว้ข้างฝาในห้องนอน แต่ละบ้านจะมีจำนวนหม้อยายไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับการรับหม้อยาย เช่น พ่อแม่มียาย 10 หม้อ เมื่อบุตรแต่งงานก็ต้องรับยายไป 10 หม้อ ทั้งบุตรชายและหญิง ดังนั้นถ้าชายหญิงแต่งงานกัน ฝ่ายชายมียาย 8 หม้อ ฝ่ายหญิงมียาย 10 หม้อ ชายหญิงคู่นั้นก็ต้องรับยายไป 18 หม้อ แต่ถ้าแต่งงานกันแล้วยังอยู่กับพ่อแม่ก็ไม่ต้องรับหม้อยาย (อดีตเรืองราวบ้านหนองขาว , 2541) ยายที่อาศัยอยู่ในหม้อดินนี้ไม่มีชื่อเรียก โดยมากมักจะเรียกว่า ยายเมื่อถึงเดือน 6 ก่อนเข้าพรรษาก็จะตั้งสำรับบูชายายด้วยเครื่องบูชาดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เสร็จพิธีแล้วก็นำหมากพลู ใส่ไว้ในหม้อยาย หม้อละ 1 คำ

ยายตะกร้า หมายถึง ยายที่อยู่ในตะกร้า มีชื่อเรียกว่า ยายตลับสีอยู่ในตะกร้าสาน 2 ใบ ภายในตะกร้าจะมีมะพร้าวและเจว็ด มะพร้าวที่ใช้ต้องไม่ปอกเปลือกและต้อง มีจุก ส่วนเจว็ดทำจากไม้แผ่นขนาดยาว 1 ศอก เขียนรูปที่ชาวบ้านเรียกว่ารูปพระรามไว้ที่ปลายไม้ การบูชายายตะกร้านี้จะแตกต่างออกไป คือจะบูชาในวันขึ้น 4 ค่ำเดือน 4 ไม่ได้บูชาในเดือน 6 ก่อน เข้าพรรษาเหมือนยายอื่น ๆ ชาวบ้านหนองขาวบ้านใดที่บูชายายตะกร้าจะนำเครื่องบูชาไปไหว้แล้วเปลี่ยนมะพร้าวลูกใหม่ใส่ลงตะกร้า เชื่อกันว่าหากมะพร้าวในตะกร้างอก แสดงว่า ครอบครัวนั้นจะประสบแต่ความเจริญรุ่งเรือง หลังจากบูชาแล้วก็จะเอาหมากใส่ไว้ในตะกร้า 1 คำ

- ยายที่อยู่ในชาม ยายที่อยู่ในชามนี้แต่ละบ้านจะมีชื่อเรียกต่างกัน เช่น ยายเอี้ยง ยายใจ ยายกุเลา แม่ย่าท้าวทอง แม่ย่ามูเหล็ก ฯลฯ แล้วแต่ว่าบ้านใดนับถือยายอะไร ภายในชามมีเพียงขี้ผึ้งปั้นเป็นรูปคนวางไว้ที่ก้นชาม การบูชายายที่อยู่ในชามจะทำเหมือนการบูชาหม้อยาย

     บนหิ้งบูชายายต้องมีบ้าน 2 หลังเล็ก ๆติดกัน โดยบ้าน 2 หลัง นี้ทำขึ้นอย่าง ง่าย ๆมีลักษณะเป็นไม้กระดานแผ่นเรียบ 1 แผ่นวางเป็นฐาน แล้วนำไม้แผ่นเล็ก ๆ 4 แผ่นมาประกอบเป็นสามเหลี่ยมหน้าจั่วติดกัน ในบ้านแต่ละหลังจะมีธูป 3 ดอก และเจว็ด เชื่อว่าเป็นที่อยู่ของปู่เขียวกับแม่สาคู ซึ่งมีลูกชายชื่อ พ่อหลวงน้อย และพ่อหลวงใหญ่ ปู่เขียวเป็นเทพารักษ์ของบ้านหนองขาวมีเมียมากนอกจากแม่สาคูแล้ว จึงต้องมาอยู่ในตะกร้า ชาวบ้านเชื่อกันว่ายาย 2 หลังนี้ ดุกว่ายายใด ๆ ทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีหม้อ 2 ใบ วางคู่กัน เรียกว่า ยายตาการบูชาทำ เช่นเดียวกับการบูชาหม้อยาย

     ในวันบูชายายนอกจากจะบูชาด้วยบายศรีปากชาม ขนมต้มแดงต้มขาว หมากพลู ดอกไม้ธูปเทียนและน้ำแล้ว ชาวบ้านบ้านหนองขาวบางบ้านยังบูชายายด้วยขนมเปียกปูน ยายชนิดนี้ เรียกว่า ยายพระหมายถึงพ่อครูฤาษีซึ่งเป็นครูของศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในบ้านหนองขาว ปู่เขียวเองก็ต้องเรียกยายพระว่า พ่อครูเมื่อไหว้แล้ว ห้ามนำขนมเปียกปูนนั้นมากินเด็ดขาด ต้องถวายพระให้หมด และยังเชื่อกันว่าห้ามชิมอาหารทุกชนิดที่ทำบูชายาย เพราะถือกันว่าห้ามกินก่อนยายนั่นเอง

     ชาวบ้านบ้านหนองขาวมีความเชื่อว่ายายชอบกินเต่า ดังนั้นหากใครไปพบเต่าจะต้องพูดว่า เต่าเน่า เต่าเน่าและห้ามนำเต่านั้นกลับมาบ้าน เพราะหากนำกลับมาก็จะต้องทำบาปเนื่องจากต้องนำเต่านั้นมาแกงแล้วนำไปไหว้ยาย หากบ้านใดแกงเต่าเป็นอาหารก็ต้องแบ่งไปไหว้ยายก่อน หรือหากไปพบคนกำลังแกงเต่าก็ต้องขอแบ่งเขาแล้วนำมาไหว้ยาย เพราะเชื่อว่ายายอยากกินเต่าจึงทำให้ไปเจอ นอกจากนี้หากใครล่ากระต่ายหรือเก็บของป่าได้ ก็ต้องแกงแล้วนำมาไหว้ยายก่อนที่จะบริโภคเองด้วย ไม่เช่นนั้นยายก็จะทำให้เป็นไปต่าง ๆ นา ๆ

 

2.ความเชื่อเรื่องการตั้งศาลยายและการทรงเจ้า

     ชาวบ้านบ้านหนองขาว มีความเชื่อเรื่องการตั้งศาลยายและการทรงเจ้า โดยเป็นการปฏิบัติตามความเชื่อของบรรพบุรุษและมีการสืบทอดมาจนกระทั่งปัจจุบันการตั้งศาลยายของชาวบ้านบ้านหนองขาว หมายถึง การที่ชาวบ้านนำเครื่องเซ่นไปไหว้ตามศาลเจ้าต่างๆ ในหมู่บ้านตามที่บรรพบุรุษของตนได้ตั้งศาลไว้ โดยถือว่าศาลที่บรรพบุรุษคนแรกไปเซ่นไหว้นั้นเป็นศาลยายของครอบครัว เช่น บรรพบุรุษคนแรกตั้งศาลไว้ที่ศาล ก ด้วยเครื่องเซ่นจำนวน 1 ถาด เมื่อถึงวันงานตั้งศาลยายในเดือน 6 หากลูกหลานในชั้นถัดมายังไม่ได้แต่งงานแยกครอบครัวไป ก็ต้องนำเครื่องเซ่นไปไหว้ที่ศาล ก จำนวน 1 ถาด เพื่อเป็นการตั้งศาลยายทุกปี แต่ถ้าลูกหลานได้แต่งงานแยกครอบครัวไปแล้ว หากบรรพบุรุษของสามีตั้งศาลยายไว้ที่ ศาล ก และศาล ข แห่งละ 3 ถาด เมื่อถึงวันงานตั้งศาลยาย ครอบครัวนี้ก็จะต้องนำเครื่องเซ่นไปตั้งศาลยายที่ศาล ก จำนวน 4 ถาด และศาล ข จำนวน 3 ถาด เป็นการนำจำนวนเครื่องเซ่นไหว้ในครอบครัวเดิมของสามีและภรรยามารวมกันนั่นเอง ดังนั้นหากครอบครัวใดสืบเชื้อสายมาหลายชั้นและแต่งงานกับครอบครัวอื่นที่ตั้งศาลคนละศาลกัน ครอบครัวนั้นก็จะต้องจัดหาเครื่องเซ่นหลายถาดขึ้น และต้องไปตั้งศาลยายที่ศาลเจ้ามากแห่งขึ้น ในถาดเครื่องเซ่นที่ใช้ในการตั้งศาลยายประกอบด้วย บายศรีปากชาม ขนมต้มแดงต้มขาว หมากพลู 3 คำ ดอกไม้ธูปเทียนและน้ำ

      เหตุที่ความเชื่อเรื่องการตั้งศาลยายและการทรงเจ้านี้ดำเนินไปควบคู่กัน ก็เพราะในงานตั้งศาลยายนี้จะมีการ การแก้บนด้วย เนื่องจากเมื่อชาวบ้านไปตั้งศาลยายตามศาลเจ้าต่างๆ นั้น ศาลเจ้าแต่ละแห่งจะมีการทรงเจ้าจำนวนมากกว่า 100 องค์ โดยเจ้าที่ประทับทรงทั้งร้อยกว่าองค์นี้จะไปเข้าประทับทรงร่วมกันโดยผลัดเปลี่ยนไปวันละศาล หากช่วงปีที่ผ่านมาชาวบ้านคนใดบนบานสิ่งต่างๆ ไว้กับเจ้าองค์ที่ตนนับถือแล้วสำเร็จตามที่ขอ ก็จะมาแก้บนหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า แก้ปากแก้คำในงานตั้งศาลยาย หรือที่เรียกว่า งานประจำปีชาวบ้านเชื่อว่าไม่แก้บนในงานประจำปี ก็ต้องแก้บนหลังออกพรรษา ห้ามแก้บนในระหว่างเข้าพรรษาเพราะเจ้าในหมู่บ้านทั้งหมดถือศีลไม่รับสินบนใด ๆ ทั้งสิ้น

      ที่บ้านหนองขาวนี้มีศาลเจ้าต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก แต่ศาลเจ้าสำคัญที่ชาวบ้านนิยมไปตั้งศาลยาย มี 4 ศาล คือ

- ศาลเจ้าพ่อแม่ ถือเป็นศาลที่ใหญ่ที่สุด ภายในศาลมีปุ่มไม้ประดู่ขนาดใหญ่ซึ่งตัดมาตั้งไว้ตั้งแต่ตอนเริ่มสร้างหมู่บ้าน หนองหญ้าดอกขาวชาวบ้านจะนิมนต์พระไปสวดมนต์เย็นและจะมีงานตั้งศาลในวันรุ่งขึ้น คือวันแรม 1 ค่ำเดือน 6 ชาวบ้านจะนิมนต์พระไปสวดมนต์เย็นและจะมีงานตั้งศาลในวันรุ่งขึ้น คือวันแรม 2 ค่ำ เดือน 6 ชาวบ้านไม่ทราบว่าเจ้าที่อยู่ในศาลพ่อแม่นี้ มีชื่อว่าอย่างไรแต่เชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์มาก หากบ้านใดจะจัดงานก็ต้องนำหัวข้าวหัวแกง ขนมและเหล้า 2 ขวด ไปไหว้เพื่อบอกกล่าวที่ศาลเจ้าพ่อแม่เสมอ มิฉะนั้นงานก็จะไม่ราบรื่น หลังจากตั้งศาลที่ศาลพ่อแม่แล้ว ช่วงเย็นจะมีการสวดมนต์เย็นที่ศาลเจ้าเกยนอก

- ศาลเจ้าเกยนอก เป็นศาลของเจ้าพ่อโรงหนังหรืออีกชื่อหนึ่งว่า พ่อพระรามกับ เจ้าแม่องค์ชีชาวบ้านจะมาตั้งศาลยายที่ศาลนี้ในวันแรม 3 ค่ำ เดือน 6 หลังจากตั้งศาลยายที่ศาลเจ้าเกยนอกแล้ว ช่วงเย็นก็จะมีการสวดมนต์เย็นที่ศาลหนองน้อย

- ศาลเจ้าหนองน้อย เป็นศาลของเจ้าพ่อลมบน ปู่เขียว แม่สาคู ตาหลวงน้อย ตาหลวงใหญ่ ฯลฯ ชาวบ้านจะมาตั้งศาลยายที่ศาลนี้ในวันแรม 4 ค่ำ เดือน 6 หลังจากตั้งศาลยายที่ศาลเจ้าหนองน้อยแล้ว ช่วงเย็นไม่มีการสวดมนต์เย็นที่ศาลปู่เจ้าบ้านซึ่งจะตั้งศาลในวันรุ่งขึ้น

- ศาลปู่เจ้าบ้านหรือศาลตาปู่ เป็นที่ประทับของปู่พราหมณ์ เป็นเจ้าที่แก่มากถือว่าเป็นเจ้าบ้านของบ้านหนองขาว กล่าวกันว่าถ้าปู่พราหมณ์ประทับทรวงแล้วร่างทรงจะลุกยืนไม่ได้เพราะปู่พราหมณ์แก่มาก หากปู่พราหมณ์ต้องการจะไปที่ใดก็ต้องให้พี่เลี้ยงคนทรงช่วยกันอุ้มไป ชาวบ้านจะมาตั้งศาลยายที่ศาลนี้ในวันแรม 5 ค่ำ เดือน 6 การตั้งศาลยายที่ศาลนี้จะมีการทำกระแบะกระบาล คล้ายคลึงกับการทำพิธีขอฝนดังที่กล่าวมาแล้วในข้างต้น แต่ไม่มีการแห่ขุนเพ็ดเมื่อส่งกระแบะกระบาลแล้วก็ถือว่าเสร็จพิธี

     นอกจากศาลทั้ง 4 ศาลนี้แล้ว หากชาวบ้านคนใดนับถือเจ้าที่ชื่อว่า พระครูศาสดาซึ่งเป็นเจ้าเพียงองค์เดียวในบ้านหนองขาวที่เก่งในทางรักษาโรค ก็จะต้องไปตั้งศาลยายที่บ้านของร่างทรงพระครูศาสดา ในวันพฤหัสบดีข้างขึ้น เดือน 6 เพราะพระครูศาสดานี้ไม่มีศาลและในวันขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 ก็จะมีการตั้งศาลยายที่ศาลยายเท้าสม ซึ่งมีเจ้าสำคัญ 4 องค์ คือ สะปูยา เทวดา ท่านผู้ใหญ่ และแม่องค์ชี

      ศาลเจ้าในบ้านหนองขาวที่ชาวบ้านส่วนใหญ่เกือบทุกหลังคาเรือนต้องไปตั้งสำรับ คือศาลเจ้าพ่อแม่และศาลเจ้าหนองน้อยซึ่งต้องทำเป็นประจำทุกปี ส่วนชาวบ้านหนองขาวที่มีครอบครัวและไปอาศัยอยู่ต่างบ้าน จะต้องกลับมาตั้งสำรับที่ศาลต่าง ๆ ทุกปีด้วยเช่นกัน การตั้งสำรับที่ศาลหรือการตั้งศาลยายจึงมีความสำคัญกว่าการบูชาหม้อยาย เพราะหม้อยายสามารถบูชาที่บ้านได้ แต่การตั้งศาลยายจะต้องกลับมาทำพิธีที่บ้านหนองขาวเท่านั้น ถือเป็นกุศโลบายของคนโบราณที่ทำให้ลูกหลานได้กลับมาพบปะกัน แต่ในกรณีที่ผู้ไปอยู่ต่างบัานมีความจำเป็น ไม่สามารถกลับมาตั้งสำรับที่ศาลได้ ก็ต้องจุดธูปบอกถึงความจำเป็นแล้วให้ญาติพี่น้องซึ่งอยู่ที่บ้านหนองขาวนำเครื่องเซ่นไหว้ไปตั้งศาลยายแทน

      เมื่อถึงวันตั้งศาลยาย ชาวบ้านจะทำบุญโดยนิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์ในตอนเย็นแล้วเลี้ยงพระในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อเลี้ยงพระเสร็จชาวบ้านก็จะเริ่มนำสำรับมาตั้งศาล คนทรงก็จะเริ่มขึ้นทรง การขึ้นทรงนี้จะขึ้นทรงกันตลอดทั้งวัน จากนั้นชาวบ้านที่บนบานขอให้เจ้าช่วยเหลือในเรื่องต่าง ๆ แล้วสมหวังดังที่ขอก็จะนำสินบนมาแก้บนกับเจ้าที่ตนบนเอาไว้ พิธีตั้งศาลยายนี้จะดำเนินไปจนถึงตอนเย็น โดยจะเสร็จพิธีประมาณ 15.00 น. หลังจากนั้นชาวบ้านจึงจะมายกสำรับกลับบ้านได้

 

3.ความเชื่อเรื่องวัน

     วันสำคัญที่ชาวบ้านบ้านหนองขาวมีความเชื่อว่าจะให้คุณหรือให้โทษต่อตนนั้นมีอยู่ 3 วัน คือ วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ชาวบ้านเรียกวันนี้ว่า วันลาศีลถือกันว่าวันนี้เป็นวันที่ห้ามซื้อ ห้ามแลก ไม่ให้มีการใช้เงิน แม้จะนำเงินไปซื้ออาหารการกินก็ไม่ได้ มีอะไรอยู่ในเรือนก็ให้กินอย่างนั้น ในวันลาศีลต้องอยู่เฉย ๆ ห้ามทำงานบ้าน เช่น ห้ามผ่าฟืน ห้ามตักน้ำ ห้ามกวาดถู


 

พิพิธภัณฑ์หนองขาว

 

     ถนนสายที่เชื่อมระหว่างกาญจนบุรีกับอำเภอพนมทวน  มีตำบลหนองขาว ตั้งอยู่ระหว่างทาง  หากผู้คนที่ผ่านไปไม่เคยรู้จัก บ้านแห่งนี้มาก่อน อาจพานเข้าใจผิดได้ว่า  กำลังผ่านอำเภอขนาดย่อม  ด้วยว่าขนาดบ้านเรือนที่มีอยู่หนาแน่นประมาณ 1 พันหลังคาเรือนนั้น แน่นหนาเกินกว่าจะเป็นแค่บ้านตำบลธรรมดาได้  แต่ความจริงก็คือ หนองขาวยังคงเป็นตำบล  แต่เป็นตำบลที่ยังมีความเป็นชุมชนหลงเหลืออยู่อย่างน่าสนใจ

     มิใช่แต่เพียงขนาดหมู่บ้านที่มองเห็นว่าใหญ่โตเท่ากัน  ความรับท้องถิ่น”  จนอาจจะกล่าวได้ว่า ท้องถิ่นนิยมของคนที่นี่ยังปรากฏให้เห็นอยู่ในหลายวาระ   หลายเรื่องราว

     เมื่อไม่กี่ปีก่อน  มีข่าวว่าทางราชการจะรื้ออาคารเรียนหลังเก่าของโรงเรียนวัดอินทาราม   ที่ตั้งอยู่ในเขตวัด  แล้วสร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นใหม่ทำให้เกิดแรงกระตุ้นแก่บรรดาครูโรงเรียน กำนัน พระสงฆ์ และพ่อค้า  ในชุมชน  ที่ต้องการจะปกปักรักษาอาคารเรียนหลังเดิมไว้  เพราะคนเก่าแก่หลายคนต่างก็จบการศึกษาจากโรงเรียนนั้นด้วยกันมา  จึงไม่ยอมให้มารื้อทุบอาคารสองชั้นเก่าแก่อัน           สวยงามของตนกันได้ง่าย ๆ  อย่างน้อยที่สุดประวัตศาสตร์ของชุมชนก็มีอาคารโรงเรียนโกวิท               อินทราทรรวมอยู่ด้วย  จะปล่อยให้หลุดมือไปเปล่า ๆ อย่างไรได้

     ความสำเร็จของการพิทักษ์รักษาอาคารเรียนหลังเก่านำมาซึ่งการก่อรูปพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นตำบลหนองขาว  โดยจะใช้อาคารสองชั้นที่สร้างเสร็จเมื่อปี  พ.ศ.2480  หลัง      ดังกล่าว เป็นที่ตั้งแสดงโบราณวัตถุที่ชุมชมรวบรวมขึ้นไว้อยู่แล้ว  อย่างไรก็ตาม พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นมิอาจสำเร็จลุล่วงได้ง่าย ๆ เพียงแค่วัตถุสิ่งของที่จัดแสดง สิ่งสำคัญคือ เรื่องราวของชุมชนที่ต้องการนำเสนอผ่านวัตถุต่างหาก

     แล้วเรื่องราวของชาวหนองขาวที่ต้องการจะ เล่าให้คนอื่นรับรู้จะเป็นอย่างไร  บางทีเรื่องราวเหล่านี้ย่อมต้องการความร่วมมือจากนักวิชาการที่เข้ามาช่วยสนับสนุนด้วยการทำวิจัยเพื่อนำเสนอเรื่องเล่าของชาวหนองขาวอย่างเป็นระบบ มีมิติทางประวัติศาสตร์ สังคม และวิถีชีวิตความคิดความเชื่อของชาวบ้าน  เชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่นใกล้เคียงไปพร้อมกัน  ถ้าย้อนไปดูหลักฐานประวัติศาสตร์ จะพบว่า หนองขาวตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าขายและการเดินทัพแต่โบราณ  รศ.ศรีศักร  วัลลิโภคม  เมธีวิจัยอาวุโส  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กล่าวว่า จากตำแหน่งทางภูมิศาสตร์และสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรม จะเห็นว่าท้องถิ่นนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของความเจริญรุ่งเรืองยุคสุวรรณภูมิ  อันมี อู่ทองเป็นศูนย์กลางส่วนเส้นทางคมนาคมนั้น พิจารณาจากสภาพภูมิศาสตร์แล้วเชื่อว่าเคยเกี่ยวกับเส้นทางเดินทัพ  โดยเฉพาะสงคราม เมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และเส้นทางติดต่อระหว่างพระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี  และกาญจนบุรี  ซึ่งเรื่องเหล่านี้ ยังศึกษาได้จากวรรณคดี ขุนช้าง ขุนแผนด้วย

      จากสายตาของนักวิชาการที่ลงไปศึกษาพบว่าสิ่งที่โดดเด่นของหนองขาว ที่ไม่เหมือนชุมชนเมืองอื่น คือ ที่นี่ไม่มีศาลเจ้าจีนหรือโรงเจ อย่างไรก็ตาม  มีศาลเจ้ากลางชุมชนแห่งหนึ่ง ชาวบ้านเรียกว่า ศาลพ่อแม่มีอายุเกือบ 200 ปี  มีอิทธิพลแบบจีนเล็กน้อย  คือเมื่อคนในหมู่บ้านมีงานมงคลต่าง ๆ จะต้องบอกกล่าวศาลพ่อแม่มิเช่นนั้นจะมีอุปสรรคในการจัดงาน เช่น เปิดเครื่องเสียงไม่ติด  ทำขนมจีนไม่เป็นเส้น  การบอกศาลก็เพียงแต่ตักหัวข้าว  หัวแกง (ข้าวและแกงที่สุกใหม่) ขนมต้ม  และเหล้ามาไหว้ในวันสุกดิบ  สำหรับลักษณะของศาลพ่อแม่นั้น เป็นปุ่มไม้ขนาดใหญ่มากที่คนรุ่นปู่ย่าตายายของชุมชนนี้พบจากในป่าแล้วเชื่อว่าเป็นไม้เทวดาที่กำหนดให้นำมาไว้บูชาในชุมชน

     ถึงแม้ขณะนี้พิพิธภัณฑ์หนองขาวยังอยู่ในขั้นตระเตรียมการจัดแสดง  จะเริ่มปิดบางส่วนในช่วงสงกรานต์  โดยแบ่งส่วนแสดงไว้หลายหัวข้อ เช่น  ข้อมูลโบราณคดี  เส้นทางเดินทัพโบราณ ความเป็นท้องถิ่นหนองขาวให้เห็นสภาพแวดล้อมของสังคมชาวนา  อธิบายวิถีชีวิตความเป็นคน ใจกล้า  นักเลง  มีหัวข้อ ผู้หญิงหนองขาวที่มีความโดดเด่นในการทำงานมาตั้งแต่อดีต เป็นต้น แต่ถ้าใครต้องการจะเข้าไปเที่ยวชมหมู่บ้านหนองขาวก็สามารถจะแวะไปได้    โดยไม่ต้องคำนึงถึงเทศกาล

     เดินผ่านเข้าไปในหมู่บ้านจะรู้สึกเสมือนย้อนยุคเข้าสู่บรรยากาศราว 50 ปีก่อน  เพราะลักษณะอาคารบ้านเรือนหลายหลังยังไม่ถูกทำลายลง ยกเว้นแต่ว่ากาลเวลาจะค่อย ๆ กลืนกิน อย่างเช่น  อาคารสุขศาลาหลังเก่าแม้จะดุทรุดโทรม แต่ชาวบ้านก็คิดว่าจะต้องซ่อมแซมแน่นนอน หรือแม้แต่เรือนแถวไม้สองชั้นแบบเท่าที่เคยเป็นห้องแถวการค้าของคนจีน  ณ ปัจจุบันก็ยังรักษาไว้เป็นบ้านเช่าอยู่ได้  นอกจากนี้  ก็ยังมีบ้านของหมอกลางบ้านสมัยก่อนที่เคยใช้เป็นสถานที่รักษาคนไข้ในหมู่บ้าน ยังมีเครื่องบดยาเก็บไว้อยู่  ถึงแม้วันนี้ยังไม่ได้เปิดให้ดู  แต่ก็อยู่ในโครงการอนุรักษ์ของชมชนเช่นกัน

     จะเห็นว่า ความเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของหนองขาวนั้น  ถึงแม่นิทรรศการจัดแสดงจะยังไม่เรียบร้อยดี  แต่ผู้คนที่สนใจใครจะรู้เรื่องราววิถีชีวิตผู้คนบ้านอื่นก็สามารถจะแวะไปเยี่ยมเยือนชุมชนดังกล่าวได้ โดยไม่ต้องรอว่าเรื่องราวในห้องสี่เหลี่ยมของพิพิธภัณฑ์จะเสร็จสมบูรณ์เม่อไร เพราะวันนี้ หนองขาวมีเรื่องราวที่พร้อมจะบอกเล่าแก่คนต่างถิ่นอย่างน่าภาค ภูมิใจอยู่แล้ว

 

 

 

 




บทความแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวกาญจนบุรี

น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น article
อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ
อุทยานแห่งชาติเขาแหลม
ถนนปากแพรก article
ทองผาภูมิ article
สังขละบุรี article
น้ำตกผาสวรรค์
พุน้ำร้อนหินดาด
ตามรอยสะด่อง
คลิตี้ล่าง article
"ปิล๊อก" article
ขึ้นห้างดูช้าง article
หมู่บ้านกะเหรี่ยงกองม่องทะ
น้ำตกภูเตย
"น้ำตกเอราวัณ" article
"เมืองกาญจน์" สวรรค์แห่งใหม่ของนักเที่ยวผจญภัย
"ทองผาภูมิ" article
ไหว้พระธาตุเมืองกาญจน์ที่ "วัดถ้ำเสือ วัดถ้ำเขาน้อย" article
ข้อมูลที่เที่ยวกาญจนบุรี
สำนักปฏิบัติธรรมแดนมหามงคล (เกาะมหามงคล) article
วัดสุนันทวนาราม
บ้านช.ช้างชรา article
หมู่บ้านเด็ก article
มหัศจรรย์เมืองกาญจน์ กับมงคลหมายเลข 3 article
โครงการท่องเที่ยว พล.ร.9 article
เจดีย์ยุทธหัตถี...อยู่ที่ไหน
ปฏิบัติธรรมวัดท่าเสด็จ article
ผจญป่าฝ่าสายน้ำที่"กาญจนบุรี" ทริปนี้เหนื่อย-เปียก แต่มันสะใจ