หมู่บ้านเด็ก
ReadyPlanet.com
dot
Licence No.11 / 07385
dot
ล่องแพกาญจนบุรี
dot
รับข่าวสาร

dot




หมู่บ้านเด็ก article

  เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก กับ   

เจ.ทราเวล เซอร์วิส ( กาญจนบุรี )

บริษัทท่องเที่ยวของคนเมืองกาญจน์  

034-513455 หรือ 081- 8580228


 




โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก

ก่อตั้ง พ.ศ. 2521

โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก มูลนิธิเด็ก (Children Village School)

16/1 ม.2 ถ.ลาดหญ้า-ศรีสวัสดิ์ ต.วังด้ง อ.เมือง จ.กาญจนบุรี 71190 



"สภาพปัญหาของเด็กไทยในวันนี้ยังเหมือนเดิม ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงที่ประเทศเราร่ำรวยขึ้นหรือยากจนลงเฉียบพลันเราก็ยังคงมีเด็กยากจน เด็กขาดอาหาร เด็กถูกทารุณกรรม เด็กถูกละเมิดสิทธิ เด็กถูกละเมิดทางเพศ และเด็กขาดการศึกษา เป็นเพราะไม่มีรัฐบาลที่มุ่งแก้ไขโครงการสร้างอันอยุติธรรมของสังคมไทย ซึ่งหมายถึงการกระจายรายได้ที่ยุติธรรม มีสวัสดิการทางสังคมที่เป็นธรรม ประชาชนยังคงตกอยู่ในกระแสของการบริโภคนิยมความฟุ้งเฟ้อ เราควรต้องปรับเปลี่ยนจริยธรรม การดำรงชีวิต และการครอบครองทรัพย์สินส่วนตัวให้เป็นธรรมต่อคนอื่นมากขึ้น"

พิภพ ธงไชย

กรรมการผู้จัดการสถาบันการศึกษาและศิลปวัฒนธรรม


“เด็กไทยในวันนี้ยังคงอยู่ในสภาพเหมือนเมื่อ 20 กว่าปีก่อน เด็กยังขาดความรัก ความอบอุ่น ขาดการดูแลเอาใจใส่เพราะผู้ใหญ่ยังสับสนในบทบาทของตัวเอง และเกี่ยงที่จะแสดงบทบาทหน้าที่ของตัวเองที่มีต่อเด็ก "

รัชนี ธงไชย

ครูใหญ่โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก



       

   โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2521 ณ ริมฝั่งแม่น้ำแควน้อย  ตำบลท่าเสา  อำเภอไทรโยค  จังหวัดกาญจนบุรี  โดยได้รับอนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการให้เปิดสอนได้ถึงระดับ ป.6

            ในปี พ.ศ. 2528 ได้ย้ายมาอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำแควใหญ่  ตำบลวังด้ง  ถนนลาดหญ้า-ศรีสวัสดิ์  อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี  บนเนื้อที่ 200 ไร่  โดยมูลนิธิจินดา อิ่มจำเรียง ภังคานนท์  และมูลนิธิเด็ก  เป็นผู้บริจาคที่ดิน พร้อมอาคารและบ้านพัก  โดยดำเนินการภายใต้ความดูแลของมูลนิธิเด็ก

        โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก   เป็นโรงเรียนทางเลือก (Alternative School) ที่จัดขึ้นให้มีความเหมาะสมสำหรับเด็กกำพร้า เด็กยากจน    เด็กที่ประสบปัญหาถูกกระทำทารุณ  และเด็กที่มาจากครอบครัวแตกแยก   ปัจจุบันมีเด็กนักเรียนประมาณ 140 คน  เมื่อจบจากหมู่บ้านเด็ก  เด็กสามารถเลือกเรียนต่อได้จนถึงระดับอุดมศึกษา

            “ความสุขในการเรียน”  ต้องเกิดจากการปลอดจากความกลัวและความวิตกกังวลใดๆ  บรรยากาศแห่งการเรียนต้องมีความเคารพในสิทธิและเสรีภาพซึ่งกันและกัน  จึงทำให้ผู้รับและผู้ใหญ่เจริญงอกงามด้วยกันทั้งสองฝ่าย


เป้าหมายที่สำคัญที่สุดของโรงเรียนหมู่บ้านเด็กคือ ให้เด็ก  “มีความสุข” 

            การจัดการศึกษาของหมู่บ้านเด็กเน้นการให้โอกาสเด็กเลือกเรียนเพื่อรอเวลาให้เด็กเกิดฉันทะ  และเน้นที่ความสุขของเด็กที่เกิดจากการเรียนรู้ที่หลากหลายจนค้นหาศักยภาพของตนเองได้  และนำไปพัฒนาจนกลาย เป็นทักษะ  เพื่อการประกอบอาชีพและดำเนินชีวิตที่ถูกต้องในอนาคตต่อไปหรือเรียนในสิ่งที่เขาสนใจ ไม่ว่าจะเป็นวิชาสามัญหรืออาชีพ โดยมีผู้ใหญ่ทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรคอยดูแลเกื้อหนุนด้วยหลักพรหมวิหาร  4  เพื่อให้เด็กได้ค้นพบความถนัด และความฉลาดด้วยตนเอง

           นอกจากการให้การศึกษากับบรรดาเด็กตัวน้อยๆ แล้ว โรงเรียนหมู่บ้านเด็กยังมีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวด้านการศึกษาทางเลือก (Alternative Education) ในประเทศไทย  ทั้งการเคลื่อนไหวเพื่อรวมกลุ่มเครือข่ายการศึกษาทางเลือกและ การเคลื่อนไหวในเชิงนโยบายเพื่อผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาทางเลือก นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางของการจดทะเบียนการจัดการศึกษาโดยครอบครัว หรือโฮมสคูล (Home School) แห่งแรกของประเทศไทยอีกด้วย


 

โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก


  เป็นที่รับเลี้ยงเด็กกำพร้ายากจน โดยไม่มีการเก็บค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ได้รับจากการบริจาคของผู้มีจิตศรัทธา ทั้งในและนอกประเทศ ปัจจุบันมีเด็ก 150 คน อายุตั้งแต่ 2 ขวบถึง 20ปี 

  โรงเรียนหมู่บ้านเด็กตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2522 ในท่ามกลางหุบเขา ริมฝั่ง แม่น้ำแควน้อย จ.กาญจนบุรี และต่อมาย้ายมาตั้งที่ ถ.ลาดหญ้า-ศรีสวัสดิ์ ต.วังด้ง อ.เมือง จ.กาญจนบุรี โรงเรียนหมู่บ้านเด็กแบ่งระดับ การศึกษา ออกเป็น 2 แนว กล่าวคือ ใช้หลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ คือในระดับชั้น ประถม 1 ถึง 6 จากนั้นจึงเรียนต่อที่ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน และทำการฝึกอาชีพให้เด็ก ไปด้วยพร้อมๆกัน

  อีกระบบหนึ่งเรียกกันทั่วไปว่า"การศึกษาทางเลือก" การศึกษาในนัยนี้เน้นให้นักเรียนค้นหาตัวเอง จนมีความเป็นตัวเองไปพร้อมๆ กับที่เขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคม โดยการให้เสรีภาพทางความคิดและ การแสดงออกไปพร้อมๆกับ การฝึกให้เขาปกครองตนเอง โรงเรียนหมู่บ้านเด็กจัดการศึกษาในรูปของชุมชน ที่ถือว่าการใช้ชีวิตของเด็กๆ ณ ที่นี้ คือการได้รับการศึกษา 

หลักสูตรเริ่มจากการเรียนรู้ที่รู้จักตัวเองทั้งภายใน และภายนอก เพื่อขยายจากชุมชนหมู่บ้านเด็ก ขยายไปสู่ประเทศไทย และประเทศอื่นๆ

ในโรงเรียนหมู่บ้านเด็กมีการจัดทำโครงการต่างๆมากมายดังนี้ 

1. โครงการบ้านสวนลาดหญ้า

  และเกษตรธรรมชาติ (งานฝึกอาชีพเด็ก) งานส่วนใหญ่ในโครงการบ้านสวนลาดหญ้า จะเป็นการปลูกพืชผัก ผลไม้ เลี้ยงสัตว์ เพาะเห็ด ทำอิฐ ซ่อมแซมอาคารสถานที่ หรือถนนหนทาง บาติก เซรามิก ทอผ้า คอมพิวเตอร์ฯลฯ

2. โครงการอาหารวันเกิด 

  ความคิดเห็นของผู้มาเยือนและเด็กๆ ต่อโครงการอาหารวันเกิด " อยากให้โอกาสดีๆแก่เด็กๆเหล่านี้ เพราะแม้เราจะสามารถทำเพียงจุดเล็กๆ แต่อย่างน้อยเราก็ได้ลงมือทำแล้ว พร้อมกันนี้เราต่างก็มีโอกาส เรียนรู้จักการเป็นผู้ให้และผู้รับในเวลาเดียวกัน" คุณกฤตย์ บุญมาดี จ.กาญจนบุรี (นำอาหารมาเลี้ยงเด็ก) " หนูดีใจมาก ที่พวกพี่ๆมาเลี้ยงอาหาร รู้สึกอบอุ่นที่มีคนมาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และให้โอกาสกับพวกหนู พวกหนูจะขยันเรียนคะ" ด.ญ. สุจิตรา ชุดาภา

3. โครงการเครือข่ายการศึกษาทางเลือก

  เนื่องจากเด็กแต่ละคนเกิดมาพร้อมกับความฉลาดและความสามารถที่แตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้ เด็กควรจะมีโอกาสที่จะเลือกระบบ การศึกษาที่เหมาะกับเขาเพื่อที่จะส่งเสริมความฉลาด และความสามารถของเขาให้สูงสุด นี่คือเหตุที่ว่า ควรจะมีระบบการศึกษาที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้เรียนได้เลือก ดังนี้ โครงการบ้านสวนเด็ก บ้านท่ามะไฟหวาน อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ โครงการบ้านทอฝัน ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี โครงการ Home School โครงการฟื้นฟูคุณภาพชีวิต อ.กุดชุม จ.ยโสธร เสมสิขาลัย

4. โครงการอุปการะเด็ก 

  ความคิดเห็นของผู้อุปการะเด็ก ความรู้สึกคือ 

  1. อยากเข้าไปมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมเพราะสถาบันครอบครัวเป็นพื้นฐานสำคัญ 

  2. คิดว่าเงิน 400 บาทแลกกับสภาพความเป็นอยู่ของเด็กที่ดีขึ้นกว่าเดิมนั้นคุ้มค่า 

  3. คิดว่าอยากจะให้ของกับเด็กที่เราอุปการ 

  4. เพื่อที่จะทำให้เด็กมีกำลังใจที่จะต่อสู้ต่อไป


5. โครงการครอบครัวอุปถัมภ์ 

  มีเด็กจำนวนมากที่ต้องการเรียน แต่ขาดโอกาสด้วยเศรษฐกิจของครอบครัวไม่เอื้ออำนวย หมู่บ้านเด็กจึงทำสะพานเชื่อมให้กับผู้ที่ต้องการสนับสนุน กับเด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา โดยให้การช่วยเหลือดังนี้ 5.1 ทางโรงเรียนช่วยเหลือเด็กในระดับประถมศึกษา ให้ทุนอุปกรณ์การเรียนและอาหารกลางวัน 5.2 ส่งเสริมให้เรียนต่อสายมัธยม 5.3 ส่งเสริมให้ต่อสายอาชีพ(ปวช.) 5.4 ส่งเสริมให้เด็กฝึกอาชีพกับสถานฝึกอาชีพทางราชการ 5.5 หางานให้ทำ 5.6 ช่วยเหลือปัจจัย 4


ชีวิตในหมู่บ้านเด็ก

  ที่นี่ เด็กจะพักอยู่เป็นประจำ โดยแบ่งเป็นบ้านๆ ละ ประมาณ 10-15 คน ร่วมกับผู้ใหญ่ที่ทำหน้าที่เสมือนพ่อ แม่ หรือ พี่จำนวน 2-3 คน กิจกรรมวันจันทร์-ศุกร์ 

06.00 น. ทำเกษตรร่วมกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทำความสะอาดบ้าน 

07.30 น. อาหารเช้า 

08.30 น. เข้าแถว สวดมนต์ และทำสมาธิ ก่อนเข้าเรียนภาคเช้า 

12.00 น. อาหารกลางวัน 

13.00 น. เรียนและฝึกงานอาชีพตามอัธยาศัย 

15.00 น. ทำงานร่วมกัน 

16.00 น. อาหารว่าง/เล่นกีฬา 

17.00 น. อาหารเย็น พักผ่อน 21.30 น. เข้านอน วันเสาร์ พัฒนาโรงเรียนร่วมกัน วันอาทิตย์ พักผ่อน 

               กิจกรรมพิเศษ วันจันทร์ 

13.30 น. ประชุมครูและเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย 

วันพุธ 19.30 น. ประชุมครูและเจ้าหน้าที่เรื่องเด็ก 

วันศุกร์ 13.30 น. ประชุมสภา 20.30 น. กิจกรรมพบวันศุกร์ (สำหรับเด็กที่ทำงาน) 

วันเสาร์ 20.30 การแสดงเด็ก สภากาแฟผู้ใหญ่ จัดทุกเดือน สภาโอวัลตินเด็ก จัดทุกเดือน


 

การจัดการศึกษาของโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก

 

        เป้าหมายของการศึกษา คือ ความสุขของเด็กๆ ที่เกิดจากการเรียนรู้ในสิ่งที่มีความหมายในชีวิตของเขา หมายความว่า การศึกษาที่ดี จะเกิดขึ้นได้ต้องปราศจากความกลัว ความวิตกกังวล เด็กๆ ต้องมีอิสระที่จะค้นหาคำตอบในสิ่งที่เขาอยากรู้ จากประสบการณ์ของดิฉัน สิ่งที่เด็กๆอยากรู้ก็คือ สิ่งที่มีความหมายต่อชีวิตเขาทั้งในปัจจุบันและอนาคต

         การศึกษาที่ดีต้องทำให้เด็กรู้จักเป็นทั้งผู้ให้ และผู้รับ รู้จักเรื่องสิทธิ และหน้าที่ รู้จักเสรีภาพที่ไม่ละเมิดเสรีภาพของผู้อื่น ซึ่งบุคลิกภาพนี้จะเกิดขึ้นได้ถ้าเด็กมีความภาคภูมิใจในตนเอง พบศักยภาพของตนเอง บทบาทของครูต้องเป็นผู้อำนวยความสะดวก และพยายามถอดความรู้จากตัวเด็กออกมา และเชื่อมโยงกับการปฏิบัติที่เป็นจริง จึงจะพัฒนาหัว (Head) หัวใจ (Heart) และ มือ (Hand) อย่างสมดุล

         ทุกกิจกรรมที่นี่เป็นการศึกษาทั้งสิ้น เช่น การเล่น การทำงาน การทำสวน การวาดภาพ ร้องเพลง ว่ายน้ำ อ่านหนังสือ เล่นโยคะ ฝึกสมาธิ และการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นอย่างสันติสุขในบ้าน ในโรงเรียน รวมถึงการตัดสินใจร่วมกันกำหนดกฏเกณฑ์ในสภาโรงเรียน โดยการลงมติก็เป็นการศึกษาทั้งสิ้น เพราะสภาโรงเรียนจะสอนให้เขาใช้วิธีการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างเด็กกับเด็ก เด็กกับผู้ใหญ่ และผู้ใหญ่กับผู้ใหญ่ โดยสันติวิธี และมองหาทางออกที่ทำให้โรงเรียนเกิดความสงบสุข ผลที่ได้รับหรือเป้าหมายจะเป็นจริงได้ต้องขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ของเด็กและผู้ใหญ่ ที่ปราศจากอำนาจและมีทัศนคติที่ดีต่อเด็ก เด็กจึงจะมีอิสระในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และกล้าทำ กล้าลองผิด ลองถูก

เด็กๆ คือมนุษย์ตัวเล็กๆ ที่งดงามมิใช่หรือ 

         จากเป้าหมายที่ต้องการจัดการศึกษาให้เติบโตเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ต้องมีครู หรือผู้ใหญ่ที่มีคุณสมบัติเป็นกัลยาณมิตร จึงจะช่วยให้ศิษย์เจริญทั้งสมอง (ความคิด)จิต (ที่เป็นสมาธิหรือมีสติ) และมือ (ที่สามารถปฏิบัติในสิ่งที่ดีได้) คุณสมบัติของผู้ใหญ่ต้องมี

 1.ปิโย(น่ารัก)คือ เข้าถึงจิตใจ สร้างความเป็นกันเอง ชวนให้ผู้เรียนอยากเข้าใกล้ ปรึกษาไต่ถาม

  2. ครู (น่าเคารพ)คือ มีความประพฤติสมควรแก่ฐานะ ทำให้รู้สึกอบอุ่นเป็นที่พึ่งได้ ปลอดภัย

  3. ภาวนีโย (น่ารักเจริญใจ) คือ มีความรู้จริง ทรงภูมิปัญญาแท้ ฝึกฝนปรับปรุงตนเสมอ เป็นที่ยกย่องควรเอาอย่าง ศิษย์มักเอ่ยถึง หรือ ซาบซึ้ง มั่นใจ และภาคภูมิใจ

  4. วัตตา (รู้จักพูดให้ได้ผล) คือ รู้จักชี้แจงให้เข้าใจ รู้ว่าเมื่อไรควรพูดอะไร อย่างไร คอยให้คำแนะนำตักเตือนเป็นที่ปรึกษาที่ดี

  5. วจนักขโม (ทนต่อถ้อยคำ)คือ พร้อมที่จะฟังคำถามถึงแม้จุกจิก ตลอดจนคำล่วงเกิน วิพากษ์วิจารณ์ อดทนฟังได้ ไม่เบื่อหน่าย ไม่เสีย อารมณ์

  6. คัมภีรัญจะ กะถังกัตตา (แถลงเรื่องล้ำลึกได้) คือ ชี้แจงเรื่องต่างๆ ที่ลึกซึ้งให้เข้าใจได้ ศิษย์เรียนเรื่องยาก ซับซ้อนได้ รู้เรื่อง(เข้าใจ)

 7. โน จัฎฐาน นิโยชะเย (ไม่ชักนำในอฐาน) คือ ไม่ชักจูงไปในทางเสื่อมเสีย หรือเหลวไหล ที่ไม่สมควร

         ถ้าผู้ใหญ่ที่ยังมี โทสจริต โมหจริต เช่น การแสดงออกทางอารมณ์ที่ใส่คำว่า แม่ง มึง กู ในการสื่อสารกัน ฯลฯ เมื่อขาดคุณสมบัติของกัลยาณมิตร ข้อ1,ข้อ 2,ข้อ 3 และข้อ 4 โรงเรียนหมู่บ้านเด็กก็ต้องตัดออกเป็นธรรมดาโดยกระบวนการทางสังคม เราถือว่าคนน้อยแต่เป็นกัลยาณมิตร ดีกว่าคนมากแต่เป็น ปาปมิตร

โทสจริต    ผู้มีโทสะเป็นความประพฤติปกติ มีลักษณะนิสัยหนักไปทางโทสะ ประพฤติหนักไปทางใจร้อนหงุดหงิด รุนแรง กรรมฐานที่เหมาะ คือ เมตตา(รวมถึงพหรมวิหารข้ออื่นๆ และกสิณ โดยเฉพาะวรรณกสิณ

โมหจริต    ผู้มีโมหะเป็นความประพฤติปกติ มีลักษณะนิสัยหนักไปทางโมหะ ประพฤติหนักไปทางเขลา เหงาซึม เงื่องหงอย งมงาย ใครว่าอย่างไรก็คอยเห็นคล้อยตามไปหมด ไต่ถามฟังธรรม สนทนาธรรมตามกาล หรืออยู่กับครู(กรรมฐานที่เกื้อกูลคือ อานาปานสติ)

 


 

บทสัมภาษณ์ "แม่แอ๊ว" รัชนี ธงไชย 

ครูใหญ่โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก

     หลังจากที่รอฟังเสียงตอบรับและกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับมาตรการ "หักไม้เรียว" ของกระทรวงศึกษาธิการมาได้ระยะหนึ่งก็ถึงคราวที่มูลนิธิเด็กของเราจะได้ออกโรงแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้บ้าง

ในฐานะที่เป็นหนึ่งในองค์กรคณะทำงานด้านเด็กและมีบทบาทด้านการศึกษามาโดยตลอด 

       "แม่แอ๊ว" รัชนี ธงไชย ครูใหญ่โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก ผู้ซึ่งมีชั่วโมงบินมายาวนานในเรื่องของการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพทางการศึกษาจึงเป็นตัวแทนของเราที่จะมาบอกเล่าและแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้

  แม่แอ๊วมีความคิดเห็นอย่างไรกับมาตรการของกระทรวงศึกษาธิการที่จะยกเลิกระเบียบการลงโทษนักเรียนด้วยการเฆี่ยนตี ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2543 หรือตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน นี้ " เห็นด้วย…แต่ไม่ได้ยึดติดแค่เรื่องการตีเด็กเท่านั้นนะ ต้องพูดถึงเรื่องจิตสำนึกกันเลยดีกว่า การลงโทษเด็กโดยใช้ความรุนแรงด้วยมีจุดประสงค์ ต้องการปรามเด็ก ใช่หรือไม่ ? การปรามให้สงบราบคาบเป็นจิตสำนึกของอำนาจนิยม หรือ เผด็จการ ที่ชอบปกครองผู้อื่น ชอบกดขี่ผู้อื่น ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ระบบการศึกษาของไทยได้สร้างวัฒนธรรมเงียบให้เกิดกับผู้ที่ผ่านเข้าระบบโรงเรียน จนทำให้เด็กที่คล่องแคล่ว กระตือรือร้น รักการเรียนรู้กลายเป็นคนเชื่อง ยอมจำนนต่ออำนาจ และยอมรับนับถือผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า 

     โดยไม่มีการตั้งคำถามเลยว่า เขาเป็นคนดีพอให้เรานับถือไหม ??? ก็เพราะในระบบโรงเรียนใช้การลงโทษอย่างรุนแรงซึ่งไม่ใช่การเฆี่ยนตี เพียงอย่างเดียวนะ มีรูปแบบการประณามเด็กที่หลากหลาย จนทำให้ผู้เรียนเกิดความกลัว ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น และไม่กล้าตั้งคำถามถึงความถูกต้อง ผิดชอบ ชั่วดี จากผู้กระทำต่อตนคือ "ตัวครู" นั่นเอง ในความเป็นจริงการลงโทษที่ครูแต่ละคน กระทำต่อเด็กจะมีความหนักเบาต่างกันก็ขึ้นอยู่กับภาวะจิตใจที่สมบูรณ์หรือไม่ที่แตกต่างกันของครู แต่ละคนด้วย จากที่เคยสัมภาษณ์ครูบางคนในวัยเด็กมาก็พบว่า ครูที่ถูกอำนาจกระทำในวัยเด็กน้อยจะอ่อนโยนและมีเมตตามากกว่าครูที่ถูกกระทำในวัยเด็กมาก ครูประเภทหลังจะลงโทษเด็กหนักเป็นการถ่ายโอนอำนาจที่ตนถูกเก็บกดมาแต่หนหลังทำให้เกิดบรรยากาศที่น่ากลัวและตึงเครียดภายในโรงเรียน จนเด็กๆ ในจุดนี้แสดงอาการปฏิเสธโรงเรียนกันมากขึ้น ที่จริงการปฏิรูปการศึกษาที่กำลังจะเกิดตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 นั้นจะเป็นไปได้จริงหรือ ? ก็ควรจะต้องตั้งคำถามกับจิตสำนึกอำนาจนิยมนี้ด้วย ถ้าผู้บริหารกระทรวงการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ไม่สามารถชะล้างจิตสำนึกอำนาจนิยมนี้ได้ การจัดการศึกษาที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางย่อมไม่เกิด เพราะไม่มีผู้ปกครองเผด็จการคนใดที่จะก้มหน้ามาดูและยอมรับผู้ถูกปกครองให้เสมอเท่าเทียมเขาได้ " ที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็กก็ไม่มีวิธีการลงโทษเด็กด้วยการเฆี่ยนตี ? แล้วโรงเรียนมีวิธีการในการอบรมหรือควบคุมพฤติกรรมเด็กได้อย่างไร ? " ใช่ค่ะ … เพราะการจัดการศึกษาที่หมู่บ้านเด็กเป็นการจัดการศึกษาตามแนวประชาธิปไตย คือ มีเสรีภาพ เสมอภาคภราดรภาพ และการปกครองตนเองในรูปแบบสภาโรงเรียน การลงโทษจะไม่ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กเพราะจะเป็นการละเมิดเสรีภาพของเด็กด้วย แต่ทางหมู่บ้านเด็กจะใช้กระบวนการทางสังคมในการละลาย หรือ กล่อมเกลาพฤติกรรมเด็กโดยผ่านทางสภาโรงเรียน เนื่องจากเด็กของเราส่วนใหญ่เติบโตในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม อาจเป็นสาเหตุทำให้ปัญหาพฤติกรรมเกิดจากปัญหาทางจิตวิทยา เราก็ใช้ความรู้ ทางจิตวิทยามาช่วยเสริม โทษของเด็กจึงไม่ใช่การตัดปัจจัยสี่ แต่เป็นการตัดปัจจัยเสริม เช่น อดขนม อดไปเที่ยวแล้วเด็กจะเรียนรู้กฎเกณฑ์ของสังคมอย่างไร ? ตามความคิดเห็นของแม่แอ๊วว่า 

1. เด็กมีส่วนร่วมในการสร้างกฎเกณฑ์ของสังคม 

2. เด็กมีส่วนร่วมในการใช้กฎเกณฑ์ของสังคมนั้น เช่น เป็นคณะกรรมการสอบสวนหาสาเหตุของปัญหาของการละเมิดกฎ มีส่วนร่วมพิจารณาการลงโทษที่ต้องคำนึงถึงความยุติธรรม นั่นคือ แค่ไหนจึงจะพอเหมาะกับความผิด หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือ กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในหมู่บ้านเด็กเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า การปกครองระบบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ส่วนการต่อต้านกฎนั้นก็มีเกิดขึ้นได้จากการตัดสินที่ไม่ยุติธรรมและกฎที่ขัดกับธรรมชาติของเด็กในแต่ละวัยนั่นเอง " 

  ตามที่ได้มีผู้ที่เกี่ยวข้องหรือทำงานด้านเด็กบางท่านแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้อย่างแบ่งรับแบ่งสู้ กล่าวคือ แสดงความเห็นว่ายังจำเป็นที่จะต้องมีการใช้ไม้เรียวในบางโรงเรียนหรือในบางชุมชน ซึ่งแต่และแห่งก็มีสภาพปัญหาที่แตกต่างกัน หรือบอกว่าหากจะยกเลิกไม้เรียวก็ต้องมีมาตรการมารองรับเช่น การให้ครูได้เรียนรู้ในเรื่องสิทธิเด็ก การคุ้มครองเด็ก การใช้

     กลไกครู เพื่อให้มีการเรียนรู้ที่จะมีปฏิสัมพันธ์ต่อเด็กและครอบครัว มีการบันทึกประวัติเพื่อติดตามแก้ไขปัญหา และการจัดให้มี

     ห้องแนะแนวชีวิตประจำอยู่ทุกโรงเรียนโดยต้องมีครูอยู่ประจำอย่างน้อย 1 คน เหล่านี้เป็นต้น แม่แอ๊วมีความคิดเห็นอย่างไร

      ในเรื่องนี้ ? " ต้องย้อนให้ฟังก่อนว่า การให้รางวัล หรือ การลงโทษนั้น เป็นแค่กระบวนการสร้างแรงจูงใจภายนอกให้เด็กเรียนหนังสือ ที่ต้องใช้วิธีนี้ก็เพราะการเรียนเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายสำหรับเด็ก เด็กไม่เห็นความสำคัญเพราะสิ่งที่เรียนมันไม่สร้างความตื่นเต้นให้กับชีวิตน้อยๆ และไม่สามารถตอบคำถามที่เขาอยากรู้ได้ มันจึงไม่สนุก ครูจึงต้องใช้ตัณหาเข้าล่อ ใช้การลงโทษเข้ากำกับ ทำให้เกิดความโลภ ความโกรธแก่ผู้เรียนซึ่งก็คือเด็ก มาบดบังปัญญา ถ้ากระบวนการเรียนการสอนทำให้เด็กสนุกและตอบคำถามเด็กได้ การลงโทษก็ไม่จำเป็นต้องใช้ ยกตัวอย่างเด็กฝาแฝดที่หมู่บ้านเด็กซนมาก บอกอะไรไม่เชื่อ ชอบท้าทาย จนมีสมญานามว่า "แฝดมหาภัย" แต่จะเป็นเด็กที่ชอบซักถามมาก เช่น น้ำมันพืชขวดนี้ได้มาอย่างไร , ต้นไม้นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร 

     พอเราตอบเขาจะนิ่งฟังจนเราตอบจบแล้วคำถามใหม่ก็เกิดขึ้น จากประสบการณ์ที่ได้คลุกคลีกับเด็กแม่แอ๊วพบว่า เด็กดื้อ เพราะต้องการหาคำตอบด้วยตัวเอง ซึ่งมันท้าทายกว่า สนุกกว่าได้รับคำตอบจากครูหรือผู้ใหญ่โดยตรง เช่น ครั้งหนึ่งเด็กชื่อมะกรูดต้องการปีนต้นไม้ให้สูง เราห้ามเพราะห่วง เด็กไม่เชื่อ…ทดลอง เมื่อเขาตก..เขาได้เรียนรู้ถึงความประมาท ตั้งแต่นั้นมามะกรูดไม่เคยตกต้นไม้อีกเลยและยังช่วยเราเก็บผลไม้ที่อยู่บนต้นสูงๆ ได้อีกด้วย แต่นั่นแหละถ้ามะกรูดไม่ท้าทายต่ออำนาจของแม่แอ๊วแล้ว มะกรูดก็คงไม่สามารถช่วยแม่แอ๊วเก็บลูกมะกอกได้ ที่หมู่บ้านเด็กมีตัวอย่างมากมายที่ความดื้อของเด็กทำให้เด็กและผู้ใหญ่เกิดความฉลาดได้ แม่แอ๊วจึงขอสรุปเลยว่า การลงโทษทุกชนิดทำให้ครูและเด็กโง่ !!! " 

      การที่มีคุณครูหลายๆ ท่านออกมาแสดงความเห็นคัดค้านว่าไม่ควรเลิกการใช้ไม้เรียว เพราะเห็นว่าจะทำให้ไม่สามารถควบคุมเด็กได้ จะทำให้เด็กไม่กลัวครู ไม่เคารพครู นั้น แม่แอ๊วมองเรื่องนี้อย่างไร ? 

      " ต้องย้อนถามครูก่อนว่า ทำไมต้องทำให้เด็กกลัวครู เป็นเพราะเด็กหมดความศรัทธาในครูแล้วหรือจึงต้องทำให้เด็กกลัว หรือว่าต้องการสะกดเด็กไว้ในห้องเรียน เพราะถ้าไม่มีเด็กครูก็หมดอาชีพ จากประสบการณ์ที่แม่แอ๊วได้สัมผัสกับกลุ่มครูและเด็กในโครงการเครือข่ายครูชุมชนของมูลนิธิการศึกษาเพื่อชีวิตและสังคมที่มีอยู่ในหลายจังหวัดพบว่า ครูกับเด็กร่วมกันทำงานและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับชุมชนของเขาอย่างแข็งขัน โดยไม่มีบรรยากาศของความกลัวที่พบเห็นเด็กศรัทธาในตัวครู รักครู เด็กเกิดธรรมฉันทะที่จะพัฒนาหมู่บ้านเขาเพราะครู เช่น กรณีของเด็กกลุ่มครูมุกดา ที่จังหวัดพะเยา เป็นต้น

  เมื่อเด็กรักและศรัทธาครู ไม้เรียวก็หมดความจำเป็น " เท่าที่แม่แอ๊วทราบมีเสียงสะท้อนจากเด็กๆ ตอบกลับมาอย่างไรบ้างในเรื่องนี้ ? " เด็กชอบ เพราะได้ปลดโซ่พันธนาการออกไป " แม่แอ๊วคิดว่าการประกาศมาตรการนี้จะมีผลดีผลเสียต่อสังคม หรือ ระบบการศึกษาโดยรวมในระยะยาวอย่างไรบ้าง ? " การประกาศมาตรการนี้โดยไม่มีมาตรการของการเปลี่ยนกระบวนการคิดของผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาและครูแล้ว เด็กจะกลายเป็นส่วนเกินในสังคม หรือ ถูกปฏิเสธจากผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ หรือพูดกันง่ายๆ เด็กจะถูกทอดทิ้งมากขึ้น สาเหตุเพราะระบบการศึกษาที่แล้วๆ มา เป็นระบบอำนาจนิยมอย่างที่กล่าวไปแล้ว อำนาจทำให้เกิดความกลัว ความกลัวทำให้เกิดความเกลียด เด็กเกลียดครู เกลียดโรงเรียน ต่อต้านครู ต่อต้านโรงเรียน 

     ช่องว่างเกิดขึ้นแล้ว ถ้าครูไม่เข้าใจกลับแสดงท่าทีไม่พอใจมากขึ้นก็จะเป็นผลเสียต่อเด็กและสังคม เพราะเด็กจะเป็นสมาชิกของสังคมในอนาคต แน่นอนว่าเมื่อยกเลิกการใช้ไม้เรียวใหม่ๆ ก็จะเกิดการสำลักอิสระ ปัญหาที่ถูกเก็บกดไว้ก็จะทะลักออกมาจนดูวุ่นวายซึ่งผู้เกี่ยวข้องทุกระดับจะต้องตระหนักและยอมรับความจริงจึงจะทำให้เกิดการแก้ปัญหาที่แท้จริงได้ "

ถาม : มูลนิธิเด็กมีบทบาทอย่างไรในเรื่องของการศึกษาทางเลือก ?

แม่แอ๊ว : โครงการหมู่บ้านเด็กของมูลนิธิเด็กได้จัดการศึกษาสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๒ แล้ว โดยเขาถือว่าเด็กมีธรรมชาติที่ดีมาตั้งแต่เกิดแต่พฤติกรรมของเด็กเบี่ยงเบนเพราะการเลี้ยงดูและการจัดการศึกษาที่ผิด ดังนั้นเขาจึงจัดระบบการศึกษาใหม่ที่มีแนวคิด " ความรัก เสรีภาพ และการปกครองตนเอง " โครงสร้างของหมู่บ้านเด็ก คือ เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ และมีการฝึกใช้เสรีภาพในรูปแบบสภาโรงเรียน โดยครูและเด็กมีเสียงเท่ากัน ๑ เสียง

       ในการร่วมกันกำหนดวิถีชีวิต กำหนดความรู้ กำหนดกติกาของสังคมที่นี่ เด็กและครูจะเรียนรู้ร่วมกันในการสร้างสันติให้แก่ชุมชนความรักและเสรีภาพจะเป็นเครื่องมือพาเด็กเข้าถึงความรู้ ความจริง เช่น เด็กเคยถามว่า " ทำไมหูถึงได้ยินเสียง " โดยเด็กเดินเข้ามาถามครู ในข้อสงสัยของเขาได้ตลอดเวลา ครูและเด็กก็ช่วยกันค้นหาสื่อจนได้วิดิโอที่อธิบายเรื่องเสียงและการได้ยินก็มานั่งดูด้วยกัน พูดคุยแลกเปลี่ยนกันและทดลองของจริงอีกจนเด็กร้อง " อ๋อ! " แล้วก็บอกขอบคุณพร้อมยิ้มปากกว้างให้ก่อนจากไป ที่นี่เด็กจะได้คำตอบในแทบทุกคำถามที่เกิดขึ้นในใจของพวกเขา รวมถึงสามารถเรียกร้องความยุติธรรม

  ในสังคมเล็กๆ ของเราได้ด้วย เรามีการทำนา ทำสวนผลไม้ ออกค่าย ไปเที่ยว ทัศนศึกษา ศึกษาชุมชนใกล้เคียง เด็กจะมีคำถามมาพูดคุยซักถามต่อเสมอทำให้ต้องค้นคว้าต่ออีก ทุกนาทีของการใช้ชีวิตในหมู่บ้านเด็กคือการศึกษา 

 

 


 

 แนวคิดเกี่ยวกับซัมเมอร์ฮิล

          ซัมเมอร์ฮิลตั้งขึ้นในปีพ.ศ. ๒๔๖๔ ที่เมืองเลสตัน  มณฑลซัฟโฟค ห่างจากรุงลอนดอนประมาณ ๑๐๐ ไมล์ รับนักเรียนตั้งแต่อายุ ๕ ขวบถึง ๑๕ ขวบ หนังสือพิมพ์เรียกโรงเรียนซัมเมอร์ฮิลว่า “โรงเรียนตามสบาย” (Go- as- you-please school) เหตุเพราะที่ซัมเมอร์ฮิลเป็นโรงเรียนที่ให้ชีวิตที่เสรีแก่นักเรียน บนแนวคิดที่ว่าเราต้องสร้าง“โรงเรียนให้เหมาะกับกับเด็กไม่ใช่สร้างเด็กให้เหมาะกับโรงเรียน”  ที่ซัมเมอร์ฮิลให้นักเรียนมีอิสระที่จะสามารถเป็นตัวของตังเองโดยการยกเลิกระเบียบวินัย  การสั่งให้ทำ  การแนะนำให้ทำ  การอบรมศีลธรรมจรรยา  โดยโรงเรียนมีความเชื่อมั่นในตัวเด็กในฐานะที่เขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่ดีไม่เลวทรามแต่อย่างใด  เขาเชื่อว่าเด็กทุกคนเกิดมาพร้อมกับความฉลาดและมีความคิดตรงกับความเป็นจริงและถ้าเราปล่อยให้เขาพัฒนาตนเองอย่างเป็นอิสระปราศจากการแนะนำหรือบังคับต่างๆเขาจะสามารถพัฒนาตนเองได้มากที่สุดที่เขาจะสามารถ  ที่ซัมเมอร์ฮิลมองว่า “การเรียนเป็นเรื่องของการเลือกไม่ใช่การบังคับ”  นักเรียนจะเรียนก็ได้จะไม่เรียนก็ได้  นานเท่าไรก็ได้  นักเรียนจะอยู่ชั้นใดขึ้นอยู่กับอายุหรือความสนใจ  ไม่มีการสอนแบบใหม่เพราะที่ซัมเมอร์ฮิลไม่ถือว่าการสอนโดยตัวของมันเองเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการเรียนขึ้นอยู่กับความสนใจและความต้องการที่จะเรียนของเด็ก  ไม่มีการสอบประจำชั้นเรียนแต่บางครั้งอาจมีการสอบเพียงเพื่อความสนุกสนานดังตัวอย่างของข้อสอบฉบับหนึ่งว่า สิ่งเหล่านี้อยู่ที่ไหน  แมดริด  เมื่อวานนี้  ความรัก  ประชาธิปไตย  ความเกลียด  และไขควงของฉัน(น่าเสียดายที่ไม่มีคำตอบสำหรับข้อหลังนี้เลย)  ซัมเมอร์ฮิลอาจเป็นโรงเรียนที่มีความสุขที่สุดในโลก  เพราะไม่ค่อยมีการทะเลาะเบาะแว้ง  ไม่ค่อยได้ยินเสียงร้องไห้เหตุเพราะเด็กมีเสรีภาพไม่ค่อยมีความเกลียดชังทุกคนมีแต่ความรักนั่นคือการยอมรับในตัวเด็ก  ซึ่งถือเป็นแก่นแท้ของโรงเรียน  แต่อย่างไรก็ตามที่ซัมเมอร์ฮิลให้แนวคิดว่าการยอมรับไม่ได้หมายความว่าจะปราศจากเงื่อนไขและเกินความสามารถของมนุษย์กล่าวคือทุกคนที่นั่นมีความเสมอภาคและสิทธิที่เท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์คนหนึ่งดังจะเห็นได้จากการประชุมสภาโรงเรียน (General School Meeting)  คะแนนเสียงของเด็กหกขวบมีค่าเท่ากับคะแนนเสียงของเจ้าของโรงเรียน  แนวคิดที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือที่ซัมเมอร์ฮิลเน้นความสำคัญของการปราศจากความกลัวในจิตใจของเด็กดังจะเห็นได้จากมีอยู่วันหนึ่งเด็กชายวัย ๙ ขวบเดินเข้าไปบอกเจ้าของโรงเรียนว่าเขาเตะฟุตบอลถูกกระจกหน้าต่างแตก  เหตุที่เขากล้าบอกเพราะว่าเขารู้ว่ามันจะไม่เป็นสาเหตุให้เขาถูกดุ ถูกลงโทษหรือกล่าวโทษทางจริยธรรมให้เขาได้อับอาย  เขาเพียงแค่อาจต้องจ่ายเงินชดใช้เท่านั้น  จากตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดในซัมเมอร์ฮิลทำให้พอสรุปได้ว่าการที่เด็กปราศจากความกลัวในจิตใจจะสามารถทำให้เข้ากับคนแปลกหน้าได้ดีกว่าเด็กที่มีความกลัวและสิ่งที่เป็นภูมิใจของซัมเมอร์ฮิลอีกอย่าหนึ่งคือการที่เด็กที่มีความเป็นมิตรกับคนแปลกหน้าได้ดีเป็นพิเศษ  โรงเรียนซัมเมอร์ฮิลมองว่าหน้าที่ของเด็กคือการใช้ชีวิตของเอง  ไม่ใช่ชีวิตที่พ่อแม่อยากให้เขาเป็นหรือชีวิตที่เป็นไปตามจุดหมายปลายทางของนักการศึกษา          

สภาพทั่วไปของซัมเมอร์ฮิล

         กิจวัตรประจำวันของครูและนักเรียนในซัมเมอร์ฮิล เริ่มจากครูและนักเรียนรับถาดรับประทานอาหารเวลา๐๘.๑๕-๙.๐๐ น. เริ่มการเรียนเวลา ๐๙.๓๐-๑๓.๐๐ น. แต่เด็กเล็กและเด็กอนุบาลจะหยุดพักรับประทานอาหารเที่ยงเวลา ๑๒.๓๐ น. เด็กโตจะพักเวลา ๑๓.๓๐ น.พร้อมกับครูหลังจากนั้นเป็นช่วงอิสระของเด็กใครจะทำอะไรก็ได้ตามใจ เช่นนีลซึ่งเป็นเจ้าของโรงเรียนชอบทำสวน  เด็กเล็กจะเล่นเป็นกลุ่ม เด็กโตจะชอบขลุกอยู่ในโรงงานหรือห้องศิลปะ เพื่อซ่อมวิทยุ  นาฬิกา หรือวาดภาพ เวลา ๔โมงเย็นเป็นเวลาน้ำชาและอาหารว่างจนถึงเวลา๕โมงเย็นก็กลับไปทำงานของเขาหรือเล่นต่อที่ซัมเมอร์ฮิลไม่มีใครถูกบังคับให้เข้าห้องเรียนหนังสือเป็นอันขาด  เวลากลางคืนคือเวลากิจกรรมสำหรับเด็กคืนวันจันทร์เด็กๆจะไปดูภาพยนตร์ในเมืองและวันพฤหัสบดีเด็กๆอาจไปดูหนังอีกครั้งถ้ามีโปรแกรมหนังใหม่ๆ  คืนวันอังคารเด็กโตและครูจะรับฟังการบรรยายเกี่ยวกับวิชาจิตวิทยาตามหัวข้อที่สนใจ  คืนวันพุธจะมีการจัดงานเต้นรำซึ่งเป็นกิจกรรมที่นักเรียนชอบมาก  คืนวันเสาร์ประชุมสภานักเรียนคืนวันอาทิตย์ในฤดูหนาวเป็นคืนจัดให้มีการแสดงต่างๆ

                นักเรียนที่ซัมเมอร์ฮิลมักเป็นลูกคนรวยหรือไม่ก็คนชั้นกลางเหตุเพราะการที่จะดำเนินการของโรงเรียนซัมเมอร์ฮิลให้สามารถดำเนินอยู่ได้โดยไม่ล้มจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากนั่นเป็นเพราะด้วยรูปแบบในการจัดการเรียนการสอนที่เป็นการให้อิสระและสร้างทางเลือกที่หลายหลายให้กับเด็กและเหตุผลอีกประการหนึ่งคือด้วยความเป็นซัมเมอร์ฮิลทำให้ในช่วงแรกไม่ค่อยมีผู้ปกคลองกล้าส่งนักเรียนเข้าเรียนที่นี่ทำให้โรงเรียนจะต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพื่อให้การดำเนินการของโรงเรียนสามารถทำได้

             ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งของซัมเมอร์ฮิลคือครูไม่ค่อยอารมณ์เสียและเด็กไม่ค่อยแสดงความก้าวร้าวเหตุอาจเป็นเพราะเด็กไม่รู้สึกเกลียดชัง  เพราะความก้าวร้าวมักจะเป็นเด็กที่ถูกบังคับและมีความเกลียดอยู่ในจิตใจจึงแสดงความก้าวร้าวออกมาเพื่อประท้วงต่อความเกลียดชังแต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ซัมเมอร์ฮิลจะให้เสรีภาพกับนักเรียนให้ได้ทำในสิ่งที่เขาอยากทำแต่ไม่ได้หมายความว่าโรงเรียนจะเพิกเฉยหรือละเลยเรื่องต่างๆที่เป็นสามัญสำนึกเช่นเรื่องความปลอดภัยแต่  ก็ไม่ได้หมายความว่าจะห้ามเด็กทำทุกอย่างที่เป็นเรื่องอันตรายเพราะเด็กจะเป็นคนขี้ขลาดดังนั้นจึงเป็นการยากที่จะแยกระหว่างความสมเหตุสมผลกับความกังวล  จากแนวคิดเกี่ยวกับการจัดการเรียนแบบซัมเมอร์ฮิลทำให้ดูเหมือนว่าระบบที่โรงเรียนซัมเมอร์ฮิลใช้อยู่ไม่ก่อให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในสังคมโดยรวมเป็นการปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลงทางสังคม แต่อย่างไรก็ตาม นีลซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนกล่าวว่าเขาไม่เคยคิดที่จะเปลี่ยนแปลงหรือปฏิรูปสังคมแต่อย่างใดเพราะหน้าที่ของเขาเพียงแต่ทำให้เด็กไม่กี่คนมีความสุข


บทวิจารณ์เกี่ยวกับแนวคิดซัมเมอร์ฮิล

                นักปรัชญาการศึกษากับแนวคิดเกี่ยวกับเป้าหมายการศึกษา


     เพลโต นักปรัชญาคนแรกที่กล่าวถึงเป้าหมายของการศึกษาอย่างชัดเจนว่า “เป้าหมายของการศึกษา คือ การทำให้บุคคลตระหนักได้ชัดเจนว่าเขาสมควรเป็นชนชั้นไหนของสังคม และสิ่งที่สามารถทดสอบว่าเขาควรเป็นชนชั้นไหนของสังคม ก็คือ ความรู้ในความจริงขั้นปรมัตถ์ (ขั้นสูงสุด) กล่าวคือ ถ้าใครสามารถบรรลุความรู้ในขั้นนี้ เขาสมควรเป็นผู้ปกครองรัฐ หรือราชาปราชญ์” [ http://www2.nesac.go.th/nesac/th]

   กลุ่มโซฟิสต์ มีความคิดว่า “การศึกษาต้องสามารถทำให้ผู้เรียนได้รับความสำเร็จในการแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเอง”  [ http://www2.nesac.go.th/nesac/th]

      ส่วนโสคราตีส เห็นว่าเป้าหมายการศึกษา คือ “การค้นพบสัจธรรมหรือความจริงเชิงปรนัย[ http://www2.nesac.go.th/nesac/th]

      รุสโซ เห็นว่าเป้าหมายการศึกษา คือ “การให้ผู้เรียนได้เติบโตตามแนวโน้มแห่งธรรมชาติของตน การศึกษาจึงเป็นอิสระจากสังคมและอิทธิพลใดๆ ทั้งสิ้น ผลของการให้การศึกษาในลักษณะดังกล่าวนี้คือ ผู้เรียนสามารถเป็นตัวของตัวเอง จากนั้น จึงเรียนรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในสังคมและการมุ่งสู่ความดีของสังคมทั้งสังคมโดยละเลยผลประโยชน์เฉพาะตนและเฉพาะกลุ่มลงเสีย” [ http://www2.nesac.go.th/nesac/th]

       ปรัชญาปฏิบัตินิยมมีความเชื่อว่าเป้าหมายการศึกษา คือ “การสร้างให้ผู้เรียนเป็นผู้พร้อมที่จะแก้ปัญหาของตนด้วยตนเอง ดังนั้น การศึกษาต้องมุ่งให้เกิดผลที่ปฏิบัติได้ มิใช่มุ่งการเรียนรู้แต่ทฤษฎีเท่านั้น” [ http://www2.nesac.go.th/nesac/th]

     จากแนวคิดข้างต้นอาจพอสรุปได้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของการศึกษานั้นไม่ใช้เพียงแค่ทำให้ผู้เข้ารับการศึกษารู้ในสิ่งที่คิดว่าควรรู้หากแท้จริงแล้วนั้นคือการทำให้ที่เข้ารับการศึกษาได้ รับการพัฒนาตนเองอย่างเต็มศักยภาพและที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข  ดังนั้นกระบวนการจัดการศึกษาจึงเป็นสิ่งจำเป็นและมีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะเป็นแนวทางที่จะนำมาซึ่งความสำเร็จและบรรลุตามเป้าหมายการศึกษาในที่นี้คือตัวผู้เรียนเป็นเรื่องสำคัญลำดับเป็นลำดับที่หนึ่ง

     จากแนวคิดการจัดการศึกษาในหลายรูปแบบ  ซัมเมอร์ฮิลจัดเป็นมิติใหม่ของการจัดการศึกษาเพราะเป็นแนวคิดที่ไม่ได้มองการศึกษาเพียงแค่ความสำเร็จทางการเรียนตามเกณฑ์มาตรฐานที่โรงเรียนตั้งไว้เท่านั้นหากแต่มองถึงความต้องการ สิทธิ เสรีภาพ การให้เด็กสามารถเลือกและตอบคำถามตัวเองได้ว่าสิ่งใดเหมาะหรือไม่เหมาะกับตัวเองดังมีคำพูดของ นีล ผู้ก่อตั้งโรงเรียนตอนหนึ่งว่า เราต้องสร้าง“โรงเรียนให้เหมาะกับกับเด็กไม่ใช่สร้างเด็กให้เหมาะกับโรงเรียน”  “การเรียนเป็นเรื่องของการเลือกไม่ใช่การบังคับ”   บนพื้นฐานความคิดที่ว่า มีความเชื่อมั่นในตัวเด็กในฐานะที่เขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่ดีไม่เลวทรามแต่อย่างใด เด็กทุกคนเกิดมาพร้อมกับความฉลาดและมีความคิดตรงกับความเป็นจริงและถ้าเราปล่อยให้เขาพัฒนาตนเองอย่างเป็นอิสระปราศจากการแนะนำหรือบังคับต่างๆเขาจะสามารถพัฒนาตนเองได้มากที่สุดที่เขาจะสามารถ      แต่อย่างไรก็ตามแนวการจัดการเรียนแบบซัมเมอร์ฮิลต้องอาศัยองค์ประกอบของความสำเร็จเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายของการศึกษาหลายประการซึ่งประการที่สำคัญที่สุดนั่นคือความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับองค์กรและบุคลากรในองค์กร

 




บทความแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวกาญจนบุรี

น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น article
อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ
อุทยานแห่งชาติเขาแหลม
ถนนปากแพรก article
ทองผาภูมิ article
สังขละบุรี article
น้ำตกผาสวรรค์
พุน้ำร้อนหินดาด
ตามรอยสะด่อง
คลิตี้ล่าง article
"ปิล๊อก" article
ขึ้นห้างดูช้าง article
หมู่บ้านกะเหรี่ยงกองม่องทะ
น้ำตกภูเตย
"น้ำตกเอราวัณ" article
"เมืองกาญจน์" สวรรค์แห่งใหม่ของนักเที่ยวผจญภัย
"ทองผาภูมิ" article
ไหว้พระธาตุเมืองกาญจน์ที่ "วัดถ้ำเสือ วัดถ้ำเขาน้อย" article
ข้อมูลที่เที่ยวกาญจนบุรี
บ้านหนองขาว
สำนักปฏิบัติธรรมแดนมหามงคล (เกาะมหามงคล) article
วัดสุนันทวนาราม
บ้านช.ช้างชรา article
มหัศจรรย์เมืองกาญจน์ กับมงคลหมายเลข 3 article
โครงการท่องเที่ยว พล.ร.9 article
เจดีย์ยุทธหัตถี...อยู่ที่ไหน
ปฏิบัติธรรมวัดท่าเสด็จ article
ผจญป่าฝ่าสายน้ำที่"กาญจนบุรี" ทริปนี้เหนื่อย-เปียก แต่มันสะใจ



[1]

ความคิดเห็นที่ 2 (152866)

 มีหนังสือนิทานเด็กไม่ทราบว่าทางมูลนิธิจะรับมั้ย

มีชีดีการ์ตูนของเด็ก(การ์ตูนญี่ปุ่นพวกสัตว์ประหลาดและต่อสู้)

จะนำไปให้ได้ที่ไหนคะ

 

 

        

ผู้แสดงความคิดเห็น ชวนพิศ (l-dot-chuanpit-at-windowlive-dot-com)วันที่ตอบ 2013-03-29 10:18:10


ความคิดเห็นที่ 1 (152575)

1.ถ้าจะไปจัดกิจกรรมให้เด็กทางโรงเรียนมีที่พักให้มั้ยค่ะ แล้วรองรับได้ทังหมดกี่คน ?

2.อยากทราบว่าหมู่บ้านเด็ก มีเด็กทั้งหมดกี่คน แล้วเด็กอายุต่ำสุด และสูงสุดเท่าไหร่ค่ะ ?

ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้บำเพ็ญประโยชน์ (janelovedodo-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-03 09:30:17



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล