เสน่ห์แห่งสังขละ เมืองบาดาล กลางสายน้ำ
ReadyPlanet.com
dot
Licence No.11 / 07385
dot
ล่องแพกาญจนบุรี
dot
รับข่าวสาร

dot




สังขละบุรี article

   เที่ยวทั่วไทยไปทั่วโลก กับ   

เจ.ทราเวล เซอร์วิส ( กาญจนบุรี ) 

บริษัทท่องเที่ยวของคนเมืองกาญจน์    

034-513455 หรือ 081-8580228


       สังขละบุรีในมิติการรับรู้ทั่วไปคือ เป็นดินแดนชายขอบแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี และมีเรื่องราวมากมายเล่าขานเป็นตำนานผ่านคนรุ่นหนึ่งสู่คนรุ่นหนึ่ง

       และที่เป็นแม่เหล็กเรียกความสนใจจากนักท่องเที่ยวคือ ผืนน้ำกว้างสุดตาของทะเลสาบซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเขื่อนเขาแหลม รวมทั้งวัดวังก์วิการาม และชุมชนมอญที่ยังคงมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวหาโอกาสไปพักผ่อน ณ ดินแดนแห่งนี้มากในช่วงปลายฝนต้นหนาว

       แต่ที่ถือว่าเป็นสุดยอดของดินแดนแห่งนี้คือ ตำนานแห่งวังวังก์วิเวการราม ที่จมอยู่ในผืนน้ำ ซึ่งมีแค่ช่วงมีนาคม-เมษายนเท่านั้น จึงจะเห็นเมืองบาดาลดังกล่าว เพราะเป็นช่วงที่น้ำในเขื่อนลดลงต่ำสุด

       "เมืองบาดาลในอดีตเป็นวัดเก่าของหลวงพ่ออุตตมะหรือพระครูอุดมสังวรเถระ ที่ชาวบ้านในอำเภอสังขละบุรีให้ความนับถือเป็นอย่างมาก

        ปัจจุบัน วัดถูกน้ำเข้าท่วมในช่วงที่สร้างเขื่อน ทำให้จมอยู่ใต้น้ำมานานกว่า 30 ปีแล้ว โดยในช่วงน้ำลดจะสามารถสังเกตเห็นตัวโบสถ์ของวัดได้อย่างชัดเจน แต่ในช่วงน้ำขึ้นน้ำจะท่วมสูงเกือบทั้งหมดเหลือเพียงยอดของโบสถ์ให้เห็นเท่านั้น"

       นั่นคือข้อมูลคร่าวๆ ที่เรารู้จากเอกสารแนะนำการท่องเที่ยวฯ ในการทำความรู้จักกับเมืองบาดาลแห่งนี้

       แม้จะเป็นข้อความสั้นๆ ไม่กี่ประโยค แต่ก็กระตุ้นความน่าสนใจ กระทั่งทำให้เราตัดสินใจเดินทางมาที่ดินแดนชายขอบแห่งนี้...

        และเพื่อให้สัมผัสกับบรรยากาศจริงๆ คายัคสีสันสะดุดตา 5 ลำ ลอยลำเหนือลำน้ำทะเลสาบกลางวันแดดใส จึงเป็นพาหนะที่เราใช้เพื่อการชมวัดที่อยู่ใต้ผืนน้ำดังกล่าว

       โดยภารกิจในวันนั้นคือ สำรวจอดีตและความยิ่งใหญ่ของชุมชนชาวมอญและวัดวังก์วิเวการามที่บัดนี้ จมอยู่ใต้ผืนน้ำเบื้องล่างแห่งเขื่อนเขาแหลม

       กว่าครึ่งชั่วโมงจากเรือนไม้ชายน้ำอันเป็นที่พัก เราพายเรือไปถึงโบสถ์เก่าของวัดวังก์ฯ เป็นจุดแรก...

       30 ปีที่ผ่านมา วัดวังก์ฯ เคยอยู่บนพื้นที่ที่เป็นแหล่งเพาะปลูกที่อุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งของอำเภอแห่งนี้ ซึ่งสามารถปลูกข้าวเลี้ยงอำเภอทองผาภูมิทั้งอำเภอ ก่อนจะถูกสายน้ำท่วมขังเพราะสร้างเขื่อนตามกระแสการพัฒนาประเทศโดยมองข้ามมิติทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตชุมชน

      ทันทีที่เรามาถึง ...ยอดโบสถ์เก่าที่โผล่พ้นน้ำในช่วงหน้าน้ำซึ่งเป็นภาพที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเห็นเจนตานั้น ถูกแทนที่ด้วยโบสถ์เก่าทั้งหลังที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าเราขณะนี้

      แม้กาลเวลาจะผ่านมาแล้ว 3 ทศวรรษ แต่ร่องรอยความยิ่งใหญ่ และพลังศรัทธาที่ชาวบ้านมีต่อศูนย์กลางชุมชมอย่างวัดวังก์ฯ แห่งนี้ ก็ยังมีปรากฏให้เห็น

      น่าเสียดายที่ ข้อมูลที่มีจากการท่องเที่ยวฯ ไม่ได้บอกอะไรมากไปกว่า วัดเดิมจมน้ำ และต้องย้ายขึ้นไปทางฝั่งตะวันตกบนเนินเขา ที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของทะเลสาบได้ ซึ่งบริเวณที่แม่น้ำสามสาย คือห้วยซองกะเลีย ห้วยบิคลี่ และห้วยรันตีมาบรรจบกัน แล้วไหลลงสู่แม่น้ำแควน้อย ตรงที่เรียกว่า "สามประสบ"

      อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น และไม่มีข้อมูลมากนัก แต่เราก็เชื่อว่า ภายใต้ผืนน้ำและดินแดนแห่งนี้ มีความยิ่งใหญ่และมีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน อาทิ เป็นถิ่นฐานของชนชาติมอญ ชนกลุ่มน้อยที่อาศัยผืนแผ่นดินไทยในการดำรงชีวิต

      รวมทั้งในอดีต ก็เคยเป็นเส้นทางเดินทัพตั้งแต่ปลายสมัยอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น หรือที่เรียกว่า สามสบท่าดินแดง

      เพราะฉะนั้น ตั้งแต่สังขละถึงไทรโยค ริมแม่น้ำแควน้อยจึงเชื่อว่า นอกจากเมืองบาดาลที่จมภายใต้เขื่อนแล้ว ยังมีเจดีย์ต่างๆ สมัยอยุธยาอีกเป็นจำนวนมาก ที่อยู่ตามเส้นทาง ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายมากที่วิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ และอารยธรรมต่างๆ ต้องจมไปกับกระแสการพัฒนาประเทศ 


ข้อมูลท่องเที่ยว


  •  สะพานไม้มอญ

     

      สะพานมอญ อยู่ในตัวอำเภอสังขละบุรี เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า สะพานอุตตมานุสรณ์ เป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทยมีความยาวถึง 850 เมตร สร้างข้ามลำน้ำซองกาเลียสำหรับให้ประชาชนฝั่งตัวอำเภอสังขละบุรีและฝั่งหมู่บ้านชาวมอญเดินข้ามสัญจรไปมา บริเวณสะพานแห่งนี้เป็นจุดชมวิวทะเลสาบเขื่อนวชิราลงกรณที่สวยงามสามารถมองเห็นลำห้วยสายต่างๆ คือ ซองกาเลีย บีคลี่ และรันตีที่ไหลมารวมกันเป็นสามประสบ


     สะพานไม้แห่งศรัทธา สะพานนี้มีชื่อเป็นทางการว่า สะพานอุตตมานุสรณ์ เพราะหลวงพ่ออุตมะ ให้สร้างโดยใช้แรงงานของชาวมอญ ไม่ต้องจ้าง รถยนต์ข้ามไม่ได้ ต้องเดินข้าม จอดรถทิ้งไว้ เดินข้ามลำน้ำซองกาเรีย ซึ่งจะเดินข้ามไปยังชุมชนชาวมอญ สะพานยาว ๘๕๐ เมตร เป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย บริเวณสะพานนี้เป็นจุดชมวิวที่จะมองเห็น ๓ แม่น้ำ มาบรรจบกันคือ แม่น้ำซองกาเรีย แม่น้ำบีคลี่ และแม่น้ำรันตี ไหลมารวมกันจึงเรียกว่า "สามประสบ" 


  •  เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร

    มีพื้นที่อยู่ในเขตอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรีและอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อน ยอดเขาสูงสุด คือ เขาใหญ่ อยู่บริเวณตอนกลางของพื้นที่ เป็นต้นน้ำของลำธารหลายสาย มีป่าไม้หลายชนิดประกอบด้วยทุ่งหญ้า ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และป่าดงดิบ มีสัตว์ป่าหลายชนิดอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก  

    การเดินทาง ยังไม่สะดวกนัก เนื่องจากสภาพถนนบางช่วงไม่ดี จากเส้นทางทองผาภูมิ-สังขละบุรี บริเวณแยกห้วยเสือ ไปยังบ้านคลีตี้ ระยะทาง 42 กิโลเมตร ต่อจากนั้นมีทางแยกไปที่ทำการเขตฯ ที่ห้วยซ่งไท้อีก 40 กิโลเมตร เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นพื้นที่เหมาะสำหรับผู้สนใจศึกษาธรรมชาติ ผู้ที่จะไปทุ่งใหญ่นเรศวรต้องทำหนังสือขออนุญาตล่วงหน้า 15 วัน เรียนผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห้งชาติ สัตว์ป่าและพันธุพืช บางเขน กรุงเทพฯ โทร. 0 2561 4292-3 ต่อ 765 


  • เที่ยวป่าสังขละบุรี  

   

   เป็นบริการนำเที่ยวของสถานที่พักในเขตอำเภอสังขละบุรี โดยจัดให้นักท่องเที่ยวล่องเรือไปตามลำน้ำซองกะเลีย ต่อด้วยการนั่งช้างเที่ยวป่าและล่องแก่ง ผู้สนใจติดต่อล่วงหน้าที่บริษัทนำเที่ยวในจังหวัดกาญจนบุรี สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 034-513455


  • วัดวังก์วิเวการาม


    อยู่เลยจากตัวอำเภอสังขละบุรีไปประมาณ 6 กิโลเมตร เป็นวัดจำพรรษาของ “หลวงพ่ออุตตมะ” ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนชาวไทย ชาวมอญ รวมทั้งชาวกระเหรี่ยงและพม่าที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น ภายในวิหารที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อนอันงดงามชาวบ้านเรียกกันว่า หลวงพ่อขาว จากวัดวังก์วิเวการามแยกไปอีก 1 กิโลเมตร จะเป็นที่ตั้งของเจดีย์แบบพุทธคยามีลักษณะฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสบรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนที่เป็นกระดูกนิ้วหัวแม่มือขวา ขนาดเท่าเมล็ดข้าวสาร บริเวณใกล้เจดีย์มีร้านจำหน่ายสินค้าจากพม่าหลายร้านจำพวกผ้า แป้งพม่า เครื่องไม้  


    ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี มีการจัดงานคล้ายวันเกิดหลวงพ่ออุตตมะ ในงานมีกิจกรรมต่างๆ ประกอบด้วยพิธีกรรมทางศาสนา การแข่งขันชกมวยคาดเชือก การแสดงของชมรมวัฒนธรรมท้องถิ่นเช่น การรำแบบมอญ การรำตงของชาวกะเหรี่ยง และในงานประชาชนจะพร้อมใจกันแต่งกายตามแบบวัฒนธรรมของชาวไทยรามัญและจัดเตรียมสำรับอาหารทูนบนศีรษะไปถวายพระสงฆ์ที่วัด



  • สังขละบุรี 

    เป็นอำเภอที่ติดต่อกับชายแดนพม่า ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีประมาณ 215 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 323 เส้นทางนี้ตัดผ่านภูเขาเลียบทะเลสาบเขื่อนวชิราลงกรณ์ จะสามารถมองเห็นทัศนียภาพทะเลสาบที่งดงาม ตัวอำเภอสังขละบุรีตั้งอยู่บริเวณที่ลำน้ำสามสายมาบรรจบกันอันได้แก่ ห้วยซองกะเลีย ห้วยบีคลี่ และห้วยรันตี รวมเรียกว่า “สามประสบ” ไหลรวมกันเป็นแม่น้ำแควน้อย อำเภอสังขละบุรีเป็นอำเภอที่มีชาวมอญตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก จึงสามารถพบเห็นวิถีชีวิตประเพณีเก่าแก่แบบดั้งเดิมของชาวมอญ ณ ที่แห่งนี้  


  • อุทยานแห่งชาติเขาแหลม 

           ห่างจากตัวเมืองประมาณ 180 ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 323 (ทองผาภูมิ-สังขละบุรี) กิโลเมตรที่ 39-40 ก่อนถึงอำเภอสังขละบุรีประมาณ 30 กิโลเมตร พื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอทองผาภูมิและอำเภอสังขละบุรี ป่าเขา และอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ์ (เขาแหลม) เป็นต้น มีพื้นที่ประมาณ 815 ตารางกิโลเมตร บริเวณอุทยานฯ ร่มรื่น มีห้วยกระเต็งเจ็งไหลผ่าน สามารถกางเต็นท์พักแรมได้ และมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติไปน้ำตกกระเต็งเจ็ง

น้ำตกกระเต็งเจ็ง

    อยู่ใกล้กับที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาแหลม เป็นน้ำตกขนาดกลางที่มีความสูงประมาณ 30 เมตร มีชั้นน้ำตกถึง 23 ชั้น แต่ละชั้นมีความงามแตกต่างกันออกไป เหมาะกับการทัศนศึกษาดูสภาพป่าชนิดต่าง ๆ เช่น ป่ากล้วย ป่าไผ่ ป่าดิบ ป่าเบญจพรรณ และมีต้นไม้ขนาด 13 คนโอบ โดยเฉพาะชั้นที่ 16 นั้น มีขนาดใหญ่และสวยงามมาก การไปชมน้ำตกกะเต็งเจ็ง จากที่ทำการอุทยานฯ เดินเท้าต่อไปอีกประมาณ 2-3 ชั่วโมง เป็นระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร จะถึงน้ำตกชั้นแรก นักท่องเที่ยวจะต้องปีนป่ายผ่านสายน้ำขึ้นไปตามชั้นต่างๆ จนถึงชั้นบนสุด ด้านบนของน้ำตกจะมีจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นอ่างเก็บน้ำเขื่อนเขาแหลมได้ เมื่อขึ้นไปถึงแล้วนักท่องเที่ยวสามารถเลือกเดินทางกลับโดยไม่ใช้ทางเดิม แต่เปลี่ยนเป็นเส้นทางเดินป่า ที่ยังมีสภาพป่าดิบอันสมบูรณ์ ระหว่างทางจะผ่านดงเฟิร์นที่กว้างใหญ่ตระการตา ผ่านป่าระกำ ลิ้นจี่ป่าและมะไฟป่า ตลอดทางเดินจะได้ยินเสียงน้ำตกกระทบโขดหินดังก้องอยู่ในป่าตลอดเวลา น้ำตกนี้ไม่เหมาะสำหรับการเดินทางในฤดูฝน และควรติดต่อเจ้าหน้าที่นำทางของอุทยานฯ ในเขตอุทยานฯ มีบ้านพักและสามารถกางเต็นท์พักแรมได้ อัตราค่าเข้าชมอุทยานฯ ชาวไทย ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท ชาวต่างประเทศ ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานแห่งชาติเขาแหลม (ป้อมปี่) โทร. 0 3453 2099, 0 6131 3443 และที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เขตบางเขน โทร. 0 2562 0760 วันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.30-18.00 น. วันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 09.00-15.30 น. หรือที่เว็บไซต์  www.dnp.go.th

การเดินทาง

    รถโดยสารประจำทางสายกาญจนบุรี-สังขละบุรี 

    ตั้งแต่เวลา 16.00-10.30 น. และ 11.00-12.00 น. 

    รถตู้โดยสาร สายกาญจนบุรี-สังขละบุรี 

    โดยออกจากสถานีขนส่งทุกชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 07.00-16.30 น.


  • ด่านเจดีย์สามองค์ 

    เขตสิ้นสุดชายแดนไทยด้านทิศตะวันตก ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองลู ไปตามทางหลวงหมายเลข 323 โดยก่อนถึงตัวอำเภอสังขละบุรี 4 กิโลเมตร จะมีทางแยกด้านขวาไปด่านเจดีย์สามองค์ เป็นระยะทางประมาณ 18 กิโลเมตร เส้นทางลาดยางตลอดสาย พระเจดีย์สามองค์นี้เดิมเรียกว่า หินสามกอง เป็นที่สักการะของคนไทยโดยทั่วไปก่อนเดินทางออกจากเขตแดนไทยเข้าสู่เขตแดนพม่า ต่อมาในปี พ.ศ. 2472 พระศรีสุวรรณคีรี เจ้าเมืองสังขละบุรีได้เป็นผู้นำชาวบ้านก่อสร้างเจดีย์ขนาดเล็กสามองค์ดังที่เห็นในปัจจุบัน นอกจากนี้ด่านเจดีย์สามองค์ยังเป็นช่องทางเดินทัพที่สำคัญของไทยและพม่าในอดีต บริเวณด่านเจดีย์สามองค์ มีร้านขายสินค้าจากประเทศพม่า นักท่องเที่ยวสามารถข้ามชายแดนเข้าไปชมตลาดพญาตองซู ซึ่งเป็นตลาดชายแดนที่มีการจำหน่ายสินค้าของพม่า โดยนักท่องเที่ยวจะต้องเสียค่าผ่านด่าน (ฝั่งประเทศพม่า) ชาวไทย 25 บาท ชาวต่างประเทศ 10 เหรียญสหรัฐ รถยนต์ คันละ 50 บาท ตั้งแต่เวลา 06.00-18.00 น. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ด่านตรวจคนเข้ามืองสังขละบุรี โทร. 0 3459 0105, 0 3459 5335 


  •  ถ้ำแก้วสวรรค์บันดาล

    ตั้งอยู่ในบริเวณสำนักปฏิบัติธรรมถ้ำแก้วสวรรค์บันดาล ติดภูเขาเล็กๆ แต่ละถ้ำมีชื่อเรียกตามลักษณะ เช่น ถ้ำบาดาลมีระดับน้ำสูงประมาณหัวเข่า ถ้ำพ่อปู่ฤาษี ถ้ำแก้วมรกตมีผนังหินงอกหินย้อยเป็นสีเขียว ถ้ำแก้วสวรรค์บันดาลและถ้ำแก้ว ภายในแต่ละถ้ำมีหินย้อยรูปทรงต่างๆ งดงามมาก เมื่อกระทบกับแสงไฟจะสะท้อนแสงแวววาวคล้ายถูกโรยไว้ด้วยกากเพชร การเข้าไปเที่ยวชมนักท่องเที่ยวควรแต่งกายด้วยชุดที่รัดกุม เลือกสวมรองเท้าที่เหมาะสมและต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะบางถ้ำมีโขดหินที่สูงชัน บางถ้ำต้องใช้วิธีการคลานและมุดไปตามซอกของช่องหิน และบางถ้ำที่มีระดับน้ำสูงประมาณหัวเข่า หากต้องการชมให้ครบหมดทุกถ้ำ จะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมงขึ้นไป  

     การเดินทาง ใช้เส้นทางอำเภอสังขละบุรี-ด่านเจดีย์สามองค์ กิโลเมตรที่ 16 เลี้ยวขวาบริเวณศาลาพักร้อนริมทาง จากนั้นขับรถไปตามถนนดินอีกประมาณ 800 เมตร เลี้ยวขวาไปตามเส้นทางอีก 200 เมตร จะถึงบริเวณสำนักปฏิบัติธรรมซึ่งเป็นที่ตั้งของถ้ำแก้วสวรรค์บันดาล นักท่องเที่ยวสามารถสอบถามข้อมูลของถ้ำได้จากพระสงฆ์ที่จำวัดอยู่ ณ บริเวณสำนักปฏิบัติธรรมนั้น


  • น้ำตกเกริงกระเวีย 

    ขึ้นอยู่กับเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลม ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 323 (ทองผาภูมิ-สังขละบุรี) กิโลเมตรที่ 32–33 ใกล้กับน้ำตกไดช่องถ่อง ห่างจากอำเภอกาญจนบุรีประมาณ 173 กิโลเมตร เป็นน้ำตกขนาดเล็ก จะมองเห็นสายน้ำแผ่กระจายไหลมาจากหลายทิศทาง เหมาะสำหรับเป็นจุดพักผ่อนระหว่างการเดินทางไปอำเภอสังขละบุรี สามารถนั่งรถโดยสารสายกาญจนบุรี-สังขละบุรี จากตัวเมืองมาได้ ค่าโดยสาร 90 บาท ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 


  • น้ำตกไดช่องถ่อง

    ขึ้นอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลม ก่อนถึงอำเภอสังขละบุรี ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 323 (ทองผาภูมิ-สังขละบุรี) กิโลเมตรที่ 32–33 ก่อนถึงน้ำตกเกริงกระเวียเล็กน้อยจะมีป้ายทางซ้ายมือเข้าไปประมาณ 500 เมตร จากนั้นเลี้ยวขวาเข้าไปอีก 500 เมตร และต้องเดินเท้าไปอีก 600 เมตร เป็นน้ำตกขนาดกลางไหลลงสู่ทะเลสาบเขื่อนแม่กลอง สภาพป่าสมบูรณ์ร่มรื่นสวยงามมากในช่วงฤดูฝน 


  • น้ำตกคลีตี้ 

    อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร คลีตี้ เป็นภาษากระเหรี่ยงแปลว่า “เสือโทน” มีต้นน้ำอยู่บนยอดเขาดีกะ ใกล้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร การเดินทางไปน้ำตกคลีตี้บน ต้องใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 2 วัน จากบ้านกะเหรี่ยงคลีตี้ และจะต้องมีลูกหาบและคนนำทาง ส่วนน้ำตกคลีตี้ล่าง อยู่เหนือทะเลสาบแควใหญ่บริเวณลำเขางู ใช้เวลาเดินทางโดยทางเรือจากท่าเรือกระดานหรือท่าหม่องกระแทะ ประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง 


  • น้ำตกตะเคียนทอง 

    เป็นน้ำตกที่ขึ้นอยู่กับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ในบริเวณเทือกเขาตะนาวศรีซึ่งกั้นแนวเขตชายแดนไทย-พม่าในเขตอำเภอสังขละบุรี ตัวน้ำตกมีต้นน้ำอยู่ในเขตประเทศพม่าไหลเลาะเรื่อยมาตามแนวเขาที่กั้นเขตแดนสู่ประเทศไทยที่ห้วยซองกาเลีย จากความอุดมสมบูรณ์ของป่าทำให้เป็นน้ำตกที่มีน้ำไหลตลอดทั้งปี เส้นทางเดินสู่ตัวน้ำตกชั้นแรกใช้เวลาประมาณ 30 นาที เป็นทางราบปกคลุมด้วยดงไผ่ หวาย เฟิร์น และไม้ใหญ่ยืนต้นนานาพันธุ์ บางช่วงลัดเลาะลำธารน้ำ บางช่วงจะเห็นสายน้ำไหลมาจากหลายทิศทางกระจายออกไปเป็นแอ่งน้ำหรือลานกว้าง ซึ่งน้ำตกในแต่ละชั้นมีความงดงามแปลกตากันออกไป

     การเดินทาง ไปตามทางหลวงหมายเลข 323 ก่อนถึงตัวอำเภอสังขละบุรี 4 กิโลเมตร จะมีทางแยกขวามือไปด่านเจดีย์สามองค์ ไปตามเส้นทางสังขละบุรี-ด่านเจดีย์สามองค์ ประมาณกิโลเมตรที่ 12–13 จะมีป้ายบอกทางเข้าน้ำตกอยู่ด้านขวา เลี้ยวตามทางแยกไปบนถนนหินลูกรังอีกประมาณ 9 กิโลเมตร เมื่อถึงจุดพักรถจะต้องเดินเท้าต่อไปอีกประมาณ 30 นาที จึงจะถึงตัวน้ำตกชั้นแรก ควรติดต่อสอบถามรายละเอียดจากเจ้าหน้าที่บริเวณหน่วยพิทักษ์ป่า หากต้องการค้างแรมควรติดต่อขออนุญาตล่วงหน้า 15 วัน เรียนผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช บางเขน กรุงเทพฯ โทร. 0 2561 4292-3 ต่อ 765



บริการข้อมูลจังหวัดกาญจนบุรี

โทรศัพท์ 034-513455

 

 

 




บทความแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวกาญจนบุรี

น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น article
อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ
อุทยานแห่งชาติเขาแหลม
ถนนปากแพรก article
ทองผาภูมิ article
น้ำตกผาสวรรค์
พุน้ำร้อนหินดาด
ตามรอยสะด่อง
คลิตี้ล่าง article
"ปิล๊อก" article
ขึ้นห้างดูช้าง article
หมู่บ้านกะเหรี่ยงกองม่องทะ
น้ำตกภูเตย
"น้ำตกเอราวัณ" article
"เมืองกาญจน์" สวรรค์แห่งใหม่ของนักเที่ยวผจญภัย
"ทองผาภูมิ" article
ไหว้พระธาตุเมืองกาญจน์ที่ "วัดถ้ำเสือ วัดถ้ำเขาน้อย" article
ข้อมูลที่เที่ยวกาญจนบุรี
บ้านหนองขาว
สำนักปฏิบัติธรรมแดนมหามงคล (เกาะมหามงคล) article
วัดสุนันทวนาราม
บ้านช.ช้างชรา article
หมู่บ้านเด็ก article
มหัศจรรย์เมืองกาญจน์ กับมงคลหมายเลข 3 article
โครงการท่องเที่ยว พล.ร.9 article
เจดีย์ยุทธหัตถี...อยู่ที่ไหน
ปฏิบัติธรรมวัดท่าเสด็จ article
ผจญป่าฝ่าสายน้ำที่"กาญจนบุรี" ทริปนี้เหนื่อย-เปียก แต่มันสะใจ



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล