ไหว้พระธาตุเมืองกาญจน์ที่ "วัดถ้ำเสือ วัดถ้ำเขาน้อย"
ReadyPlanet.com
dot
Licence No.11 / 07385
dot
ล่องแพกาญจนบุรี
dot
รับข่าวสาร

dot




ไหว้พระธาตุเมืองกาญจน์ที่ "วัดถ้ำเสือ วัดถ้ำเขาน้อย" article

 

 

  เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก กับ   

 

เจ.ทราเวล เซอร์วิส ( กาญจนบุรี )

 

บริษัทท่องเที่ยวของคนเมืองกาญจน์  

034-513455 หรือ 081-8580228



 

     หากพูดถึงแหล่งท่องเที่ยวประเภทวัดวาอารามในจังหวัดกาญจนบุรี ในสายตาของใครหลายคนอาจจะดูสู้แหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตก ป่าเขา เขื่อน และสถานที่ทางประวัติศาสตร์ไม่ได้ แต่กระนั้นเมืองกาญจน์ ก็นับเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีวัดวาอารามน่ายลอยู่มากมาย ดังเช่น 2 วัด ต่อไปนี้

     วัดแรก คือ “วัดถ้ำเขาน้อย” ต.ม่วงชุม อ.ท่าม่วง ซึ่งเป็นวัดที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมศิลปะแบบจีนที่สวยงามและโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยพื้นที่ที่ตั้งอยู่บนยอดเขา

     วัดถ้ำเขาน้อยแห่งนี้ เริ่มก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2426 โดยมีหลวงปู่แห้ง(กั๊กเง้ง) เป็นพระจีนมาพำนักเป็นรูปแรก ต่อมามีพระจีนอีก 2 รูปมาปกครองดูแล ต่อจากนั้นก็มีพระญวน คือพระอาจารย์เตี๊ยบถ่อมาพำนักปกครองดูแลเมื่อปี พ.ศ.2457 นับแต่นั้นมาก็มีพระสงฆ์ญวนอีกหลายรูปมาปกครองดูแลตามลำดับมาจนถึงพระอาจารย์กิจ ตัยเฟือง ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสในปัจจุบัน กรมศาสนาได้มาสำรวจสภาพวัดและได้ออกหนังสือรับรองสภาพวัดถ้ำเขาน้อยเป็นวัดฝ่ายอนัมนิกายโบราณอายุประมาณ 100 ปีเศษ

     เมื่อเขาไปภายในวัดจะเจอกับพระศรีอริยเมตตรัย ประดิษฐานเป็นพระประธานอยู่เบื้องหน้า ด้านข้างติดกับพระประธานมี เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ย เทพเจ้าแห่งโชคลาภ ที่ผู้คนที่มายังวัดแห่งนี้จะนิยมขอพรในเรื่องของโชคลาภเงินทองกันเป็นจำนวนมาก ด้านข้างของพระประธานทั้งสองด้านมีพระพุทธรูป 18 พระอรหันต์

    ถัดจากพระประธาน เดินเลยเข้าไปด้านข้างทั้งสองข้างจะมีบันไดค่อยๆคดเคี้ยวขึ้นไปยังด้านบน ระหว่างทางมีจุดพักเป็นระยะๆ และมีรูปเคารพเทพเจ้าต่างๆ เมื่อขึ้นไปถึงยังด้านบนยอดเขาวัดถ้ำเขาน้อยเป็นที่ตั้งของเก๋งจีน 7 ชั้น เปรียบได้กับสวรรค์ทั้ง 7 ชั้น

     ด้านล่างสุดของเก๋งจีนนี้ประดิษฐานพระมหาโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เมื่อขึ้นบันไดไปยังชั้นถัดไปๆ ในแต่ละชั้นประดิษฐานพระพุทะรูปปางต่างๆ จนถึงชั้นบนสุดคือชั้นที่ 7 เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ที่สมเด็จพระสังฆราชในนิกายจีนของวัดมังกรประธานให้

     ติดกับวัดถ้ำเขาน้อย คือ “วัดถ้ำเสือ” (Wat Sua Cave) สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทย จากคำบอกเล่าต่อๆกันมา วัดถ้ำเสือแห่งนี้เดิมเป็นเพียงสำนักสงฆ์เล็กๆ อยู่ในถ้ำบนเขาซึ่งถือกำเนินมากว่า 100 ปี แต่เดิมภายในถ้ำมีพระพุทะรูปศิลาแลงซึ่งชำรุดหักพังมากมาย มีผู้บอกกล่าวกันต่อๆมาว่าพระพุทะรูปเหล่านั้นเกิดการชำรุดเนื่องจากถูกทหารพม่าทำลายเมื่อครั้งที่ได้ยกทัพผ่านมา โดยใช้เส้นทางด่านพระเจดีย์ 3 องค์เป็นเส้นทางเดินทัพ

     ในปี พ.ศ.2516 ได้มีการวางแผ่นฤกษ์สร้างหลวงพ่อชินน์ประทานพร หรือ พระพุทธชินราช ประทับปางประทานพร ขนาดใหญ่สีทองอร่ามโดดเด่นเป็นสง่าอยู่บนยอดเขา มีพุทธลักษณะที่สวยงามมาก ต่อมาในปี พ.ศ.2518 ได้สร้างมณฑปครอบรอยพระพุทธบาท ซึ่งเป็นรอยพระพุทธบาทเบื้องซ้ายยาว 1.50 เมตร ลึก 2.50 เมตร มีน้ำซึมตลอดเวลา

     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานวิสุงคามสีมา ในปี พ.ศ.2520 และในปีเดียวกันก็ได้จัดสร้างพระอุโบสถอัฏมุข หรือพระอุโบสถ 8 มุข เป็นลักษณะทรงไทยมีลวดลายสวยงามวิจิตร ภายในพระอุโบสถมีภาพเล่าเรื่องราวพุทธประวัติ สำหรับพระอุโบสถ 8 มุขนี้ไม่มีที่ใดสร้าง แต่ที่วัดถ้ำเสือสร้างขึ้นด้วยมโนภาพ ด้วยจิตสำนึกที่พระอรหันต์มาประชุมและกราบทูลพระพุทธเจ้าออกเผยแพร่พระพุทธศาสนาทั้ง 8 ทิศ

     ต่อมา เมื่อปี พ.ศ.2527 ได้สร้างพระเจดีย์เกษแก้วมหาปราสาท สูง 75 เมตร ภายในโปร่งมี 9 ชั้น มีบันไดเวียนสำหรับขึ้นไปนมัสการพระบรมสารีริกธาตุด้านบนยอดสุดของพระเจดีย์ ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชเสด็จมาบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในปราสาทจุฬามณีบรมสารีริกธาตุ ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่ชั้นบนสุดของพระเจดีย์เกษแก้วมหาปราสาท เมื่อ พ.ศ.2533 ที่ผ่านมา

     หากใครมีโอกาสแวะเวียนไปเมืองกาญจน์ก็อย่าลืมที่จะไปสักการะพระบรมธาตุกันได้ที่วัดถ้ำเขาน้อยและวัดถ้ำเสือ ที่อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี

 


 

ข้อมูลท่องเที่ยว

 

 

อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี

 

 

เขื่อนแม่กลอง

 

 

 

     เป็นเขื่อนทดน้ำขนาดใหญ่ อยู่ในตัวอำเภอท่าม่วง ห่างจากอำเภอเมืองลงไปทางใต้ประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นเขื่อนที่มีความสำคัญที่สุดในโครงการพัฒนาลุ่มน้ำแม่กลอง ครอบคลุมพื้นที่ 3 ล้านไร่ ในจังหวัดสุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสงครามและสมุทรสาคร ตัวเขื่อนกว้าง 117.50 เมตร ยาว 1,650 เมตร บริเวณเหนือเขื่อนมีทิวทัศน์สวยงาม



วัดถ้ำเสือ 

      ตั้งอยู่ที่ตำบลม่วงชุม อยู่ห่างจากเขื่อนแม่กลอง ประมาณ 5 กิโลเมตร ทางเข้าวัดต้องผ่านตัวเขื่อนแม่กลอง แล้วจะมีป้ายบอกเลี้ยวขวาไปประมาณ 2 กิโลเมตรแล้วเลี้ยวซ้ายประมาณ 200 เมตร วัดนี้มีพระพุทธรูปปางประทานพรขนาดใหญ่อยู่บนยอดเขามีพุทธลักษณะที่สวยงามมาก และยังมีอุโบสถอัฏมุขเป็นลักษณะทรงไทยมีลวดลายสวยงามวิจิตรตระการตา ข้างๆ มีเจดีย์เกษแก้วมหาปราสาท ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเดินหรือใช้ลิฟท์ขึ้นไปชมวิวทะเลสาบและเขื่อนแม่กลอง 



วัดถ้ำเขาน้อย 
      อยู่ติดกับวัดถ้ำเสือ วัดนี้ประดับประดาไปด้วยสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่ผสมผสานศิลปะแบบจีน มีความงามสะดุดตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเก๋งจีนบนยอดเขาซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปชมทัศนียภาพอันสวยงามของตัวเมืองกาญจนบุรีและเขื่อนแม่กลอง


 

 

วัดบ้านถ้ำ
      ตั้งอยู่ที่ตำบลเขาน้อย ห่างจากวัดถ้ำเสือไปทางตัวเมืองกาญจนบุรีประมาณ 5 กิโลเมตร โดยใช้เส้นทางสายในถนนเลียบริมแม่น้ำแม่กลอง ทางขึ้นถ้ำเป็นบันไดลึกเข้าไปในปากมังกรตัวใหญ่ ภายในถ้ำมีหินงอกลักษณะคล้ายผู้หญิง เชื่อว่าคือ นางบัวคลี่ ภรรยาของขุนแผน ตำนานอิงประวัติศาสตร์เรื่องขุนช้างขุนแผนที่เล่าขานกันต่อมาช้านานและบนยอดเขายังมีถ้ำที่มีหินงอกหินย้อยสวยงามอยู่อีกหลายถ้ำ 

 



 บ่อน้ำร้อนวัดวังขนายทายิการาม 
       ตั้งอยู่ที่ตำบลวังขนาย ในวัดวังขนายทายิการาม เมื่อ พ.ศ. 2540 กรมทรัพยากรธรณี ได้มาเจาะบ่อน้ำบริเวณวัด พบว่ามีความร้อนถึง 42 องศาเซลเซียส จึงแนะนำให้ทางวัดนำน้ำนี้มาใช้และชำระร่างกาย และต่อมาได้นำน้ำร้อนในบ่อนี้ไปวิเคราะห์ และพิสูจน์ปรากฏว่าในน้ำมีแร่ธาตุอยู่หลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ปัจจุบันมีบ่อน้ำร้อนประมาณ 55 บ่อ ทั้งบ่อยืน นั่ง นอน โดยจะเปิดบริการทุกวันตั้งแต่ 05.00-21.00 น.


 
บ้านหนองขาว

        อยู่ที่ตำบลหนองขาว อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 12 กิโลเมตร การเดินทางไปที่หมู่บ้านหนองขาว จากตัวเมืองกาญจนบุรี ไปตามถนนสาย 324 (กาญจนบุรี-สุพรรณบุรี) ประมาณ 12 กิโลเมตร หมู่บ้านหนองขาวมีชื่อเสียงว่าเป็นแหล่งผลิตผ้าทอกี่กระตุกคุณภาพสูง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ "ผ้าขาวม้าร้อยสี"

        ชาวบ้านหนองขาวส่วนใหญ่ยังคงดำเนินชีวิตอยู่อย่างเรียบง่ายในสังคมเกษตรกรรม สภาพบ้านเรือนแบบไทยสมัยก่อนยังมีให้เห็นอยู่ทั่วไป วิถีชีวิตและขนบธรรมเนียมแบบโบราณยังคงได้รับการสืบทอดกันมาช้านาน ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในปัจจุบัน เช่น การตำข้าว ทำขนมแบบโบราณ ทำน้ำตาลปึก ประเพณีการโกนจุก การทำนา การร้องเพลงเหย่ย เพลงพวงมาลัย เป็นต้น ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางเข้าเที่ยวชมวิถีชีวิตเหล่านี้ได้ หากต้องการเข้าชมหมู่บ้านเป็นหมู่คณะ สามารถติดต่อสำนักงาน ททท. ภาคกลาง เขต 1 เพื่อจัดเตรียมการแสดงวัฒนธรรมบันเทิง ซึ่งรวบรวมวิถีชีวิตประเพณีท้องถิ่นของชาวบ้านหนองขาวไว้ครบถ้วน พร้อมรับประทานอาหารเย็นแบบพื้นบ้าน และบริการโดยชาวบ้านหนองขาว หรือ ติดต่อโดยตรงที่ วัดอินทราราม (วัดหนองขาว) โทร. 0 3458 6003


 

 

 

วัดนางโน

 

 

        บนเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่  ด้านฝั่งตะวันตกของลำน้ำแม่กลองในเขตตำบล  ม่วงชุม  อำเภอท่าม่วง  จังหวัดกาญจนบุรี  ห่างจากเขื่อนวชิราลงกรณ์ ประมาณ  3  กิโลเมตร  ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานปูชนียวัตถุและโบราณวัตถุที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรี  คือ  บริเวณวัดมโนธรรมาราม  หรือที่ชาวบ้านทั่ว ๆ  ไปเรียกว่า "  วัดนางโน  " 
          วัดมโนธรรมาราม  หรือ วัดนางโน  ตั้งอยู่หมู่ที่  3   ตำบลม่วงชุม  อำเภอท่าม่วง  จังหวัดกาญจนบุรี   เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี   มีอายุการก่อสร้างหลายร้อยปี มาแล้ว   จากการสันนิษฐานของท่านพระครูปรสิทธิธรรมญาน (  หลวงพ่อแบน )  อดีตเจ้า  อาวาสวัดมโนธรรมารามซึ่งสันนิฐานจากโบราณวัตถุและปูชนียวัตถุที่ยังปรากฏอยู่ในบริเวณ  วัดว่า  วัดน่าจะสร้างมาตั้งแต่  สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น  จากหลักฐานที่ปรากฏอยู่  เดิมวัดนี้จะต้องเป็นวัดที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก่อนต้อง 
ชำรุดทรุดโทรมไปเป็นระยะ ๆ  อันเนื่องมาจากศึกสงครามระหว่างไทยกับพม่า   เมื่อเกิดสงครามขึ้นประชาชนในหมู่บ้านก็อพยพหนีไปอาศัย อยู่ในถิ่นที่อื่น   วัดก้ร้างไปอีกครั้งหนึ่ง   เมื่อศึกสงครามสงบลง   แล้วประชาชนก็กลับมาอยู่ถิ่นเดิมบูรณะวัดอีกเป็นอยู่เช่นนี้ตลอดมา  ในระยะสงครามโดย เฉพาะ  เมื่อเสียอยุธยาให้แก่พม่าวัดนี้ได้ร้างไปนาน   เมื่อสงครามสงบลงแล้วประชาชนก็กลับมาตั้งถิ่นฐานทำมาหากินกันใหม่  และได้ช่วยกันบุรณะปกิสังขรณ์วัดนี้อีก  ในการบูรณะครั้งนั้นได้มีผู้หญิงชื่อ " นางโน "  เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง  ในการบูรณะ   ชาวบ้านจึงเรียกวัดนี้ 
ว่า "  วัดนางโน "   ตั้งแต่นั้นมา 
 
          เมื่่่อปี พ.ศ.2500  ได้มีประชาชนในหมู่บ้านและหมู่บ้านข้างเคียง   ได้มองเห็นความสำคัญของปูชนีย์วัตถุและโบราณวัตถุอันเก่าแก่และ  สำคัญของวัด   จึงได้ยื่นเรื่องราวต่อทางสังฆมนตรี  ขอยกฐานะวัดนางโนซึ่งเป็นวัดร้างไม่มีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษาอยู่เป็นวัดที่มีพระสงฆ์  เมื่อวันที่  22  เมษายน  2502  ในปัจจุบันวัดมโนธรรมารามเป็นสถานที่ปฎิบัติธรรม  สำนักวิปัสสนากรรมฐานแห่งหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรี  


 

 

วัดถ้ำแฝด
 
   วัดถ้ำแฝดเป็นวัดหนึ่งที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายไกลไปถึงต่างแดนเพราะเป็นต้นตำนานของดี“เหล็กไหล”นานาชนิด ก่อตั้งโดย หลวงพ่อสัมฤทธิ์ คัมภีโร อดีตปฐมเจ้าอาวาสผู้เป็น พระเกจิอาจารย์ผู้ทรงอิทธิคุณองค์หนึ่งในยุคปัจจุบันนี้แต่ขณะนี้ท่านได้ละสังขารโดยโรค เบาหวานและความดันสูง เมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2539 รวมสิริอายุกาล 73 พรรษา นับได้ว่า เป็นการสูญเสียพระเกจิอาจารย์องค์สำคัญไป ยังความเศร้าเสียใจในหมู่ศิษย์และวงการ พระเครื่อง แร่ธาตุกายสิทธิ์ นาม”เหล็กไหล” ปัจจุบัน พระใบฎีกาวัชระ เอกวัณโณ ซึ่งเป็น ศิษย์เอกของหลวงพ่อสัมฤทธิ์  ได้ทำหน้าที่เป็นเจ้าอาวาสและสืบสานตำนานเหล็กไหล และสรรพวิชาอันเป็นตำนานของวัดถ้ำแฝดจนเป็นที่ยอมรับของคณะศิษยานุศิษย์ทั้งเก่า
และใหม่ 
 
    วัดถ้ำแฝด ก่อกำเนิดมาเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2500 โดยหลวงพ่อสัมฤทธิ์ คัมภีโร หรือ พระครูกาญจนกิจจาทร ผู้เป็นปฐมเจ้าอาวาส ได้เดินธุดงค์ผ่านมายังสถานที่ถ้ำแฝดแห่งนี้ โดยแต่เดิมเป็นเพียงที่พักสงฆ์สำหรับผู้ที่ผ่านไปมาหรือครูบาอาจารย์ผู้ที่ชอบหาความสงบในการเจริญสมาธิภาวนา เมื่อหลวงพ่อสัมฤทธิ์ได้มาอยู่เจริญภาวนาในถ้ำแห่งนี้ ญาติโยมจึงได้นิมนต์ให้ท่านอยู่จำพรรษาและสร้างเป็นวัดขึ้นมา ตราบจนเท่าทุกวันนี้ ผู้มีฌาณสัมผัสกล่าวว่า ดินแดนนี้มีเมืองลับแล สำนักใหญ่แห่งมหาฤาษีและภูมิเทวดา เป็นมิติละเอียดซ้อนกัน อยู่บางวันอาจได้ยินเสียงสวดมนต์ หรือเห็นลำแสงสว่างพุ่งมาจาเหนือยอดเขาเป็นอัศจรรย์ 
 
      ตั้งแต่วันแรกที่หลวงพ่อท่านจาริกธุดงค์มาปักกลดปฏิบัติธรรมจำพรรษาอยู่บริเวณถ้ำแฝดจากสภาพป่าเขาทรกชัฏก็ค่อยๆ พัฒนาขึ้นเป็นสำนักสงฆ์ แล้วจึงมาเป็นวัดโดยสมบูรณ์ในปัจจุบัน จนมีชาวบ้านมาอาศัยอยู่เป็นชุมชนหมู่บ้านรอบๆ เชิงเขาถ้ำแฝดก็ด้วยบารมีและความมุ่งหมายในการที่จะทำนุบำรุงสถานที่แห่งนี้ให้เป็นพุทธสถานที่สำคัญสำหรับพุทธบริษัท 4 สืบไปในภายภาคหน้านับได้ว่าหลวงพ่อสัมฤทธิ์ท่านเป็น     ปฐมเจ้าอาวาสที่สร้างวัดขึ้นมาได้ด้วยกลดและ บาตรพร้อมทั้งดวงจิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความศรัทธา ในพระศาสนาเจริญรอยตามครูบาอาจารย์ที่ได้ปฏิบัติต่อเนื่องสืบต่อกันมา
 
         พ.ศ. 2509 ทางราชการได้เริ่มโครงการพัฒนาลุ่มน้ำแม่กลองช่วง อ.ท่าม่วง โดยสร้างเขื่อนกั้นลำน้ำแม่กลองขึ้นมาเพื่อประโยชน์ทางการชลประทาน เรียกว่า "เขื่อนวชิราลงกรณ์" (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น "เขื่อนแม่กลอง") ทำให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องของกรมชลประทานเข้ามาในพื้นที่เป็นจำนวนมากทำให้มีเจ้าหน้าที่และครอบครัวพากันมาตั้งแค้มป์ในบริเวณนั้นนับพันคน 
 
      พ.ศ. 2510 การก่อสร้างของโครงการได้เริ่มเข้ามาใกล้สำนักสงฆ์ถ้ำแฝดที่หลวงพ่อจำี่พรรษาอยู่ทำให้เป็นที่รู้จักในหมู่ช่างและคนงานว่าในถ้ำบนเขาเล็กๆ แห่งนี้มีพระธุดงค์มาสร้างสำนักสงฆ์อยู่จึงพากันมาสนทนาฝากตัวเป็นศิษย์มากมาย ต่อมาทางโครงการได้ขุดคลองส่งน้ำในบริเวณใกล้เคียงกับสำนักสงฆ์มีดินที่ขุดขึ้นมาเป็นจำนวนมากที่จะต้องหาสถานที่นำดินไปทิ้ง พระเดชพระคุณหลวงพ่อจึงได้ติดต่อทางโครงการนำดินมาทิ้งไว้ตั้งแต่เชิงเขาเรื่อยมาจนมาถึงบริเวณใกล้ถ้ำโดยอาศัยรถแทรกเตอร์และเครื่องไม้เครื่องมือของบรรดาช่างในโครงการที่เป็นศิษย์ของหลวงพ่อมาช่วยปรับพื้นที่จนได้ที่ราบผืนใหญ่
 
  
     เมื่อพอมีเงินขึ้นมาบ้างหลวงพ่อก็ได้ขอซื้อที่ของชาวบ้านแถบนั้นบางส่วนทำให้บริเวณวัดกว้างขวางและสวยงามมากขึ้นกว่าเดิม หลวงพ่อจึงดำริจะสร้างพระอุโบสถเพื่อไว้สำหรับสงฆ์ทำสังฆกรรม ในปี พ.ศ. 2512  หลวงพ่อสัมฤทธิ์ได้ร่วมกับคณะศรัทธาจากกรมชลประทานและ ญาติโยมในพื้นที่ วางผังและแบบแปลนเตรียมการก่อสร้างพระอุโบสถขึ้นแต่ก็เป็นไปอย่างเชื่องช้าเพราะการคมนาคมสมัยนั้นยังลำบากมาก ถนนหนทางเป็นถนนลูกรัง หน้าฝนก็เดินทางลำบากลำบน 
  
 
     เหตุนี้หลวงพ่อสัมฤทธิ์ ท่านจึงพยายามแวะเยี่ยมเยียนสหธรรมิกในกรุงเทพฯ มาช่วยกันตามกำลังจนการก่อสร้างต่างๆ ก็ได้สำเร็จลุล่วงเป็นวัด มีพระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ ถนนทนทาง ไฟฟ้า ระบบน้ำประปา จึงได้สำเร็จประจักษ์แก่สายตาทุกท่านที่ผ่านไปมาทุกวันนี้ 

 


 

 ทะเลน้ำจืดวัดท่าล้อ

 

 

     

      "หาดทรายท่าล้อ" เป็นหาดทรายที่อยู่ติดกับแม่น้ำแม่กลอง ทางเข้าอยู่ข้างวัดท่าล้อ ก่อนถึงสามแยกท่าล้อ และอยู่เยื้องๆ กับร้านรจนาก่อนถึงตัวจังหวัดกาญจนบุรี ประมาณ 9 - 10 กม.  


     

 

       "หาดทรายท่าล้อ" เกิดขึ้นและพัฒนาโดย โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์องค์การบริหารส่วนตำบลท่าล้อ อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ลักษณะ เป็นหาดทรายหยาบที่ลาดลงสู่แม่น้ำแม่กลอง มีความยาวประมาณ 500 เมตร โดยแม่น้ำแม่กลองช่วงนี้จะเป็นคุ้งน้ำ มีความกว้างคล้ายทะเลสาป ทัศนยภาพด้านหน้าเป็นภูเขา มีลมพัดเข้าหาฝั่งตลอดเวลา บรรยากาศไม่แตกต่างกับชายทะเลเท่าใดนัก

 




บทความแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวกาญจนบุรี

น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น article
อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ
อุทยานแห่งชาติเขาแหลม
ถนนปากแพรก article
ทองผาภูมิ article
สังขละบุรี article
น้ำตกผาสวรรค์
พุน้ำร้อนหินดาด
ตามรอยสะด่อง
คลิตี้ล่าง article
"ปิล๊อก" article
ขึ้นห้างดูช้าง article
หมู่บ้านกะเหรี่ยงกองม่องทะ
น้ำตกภูเตย
"น้ำตกเอราวัณ" article
"เมืองกาญจน์" สวรรค์แห่งใหม่ของนักเที่ยวผจญภัย
"ทองผาภูมิ" article
ข้อมูลที่เที่ยวกาญจนบุรี
บ้านหนองขาว
สำนักปฏิบัติธรรมแดนมหามงคล (เกาะมหามงคล) article
วัดสุนันทวนาราม
บ้านช.ช้างชรา article
หมู่บ้านเด็ก article
มหัศจรรย์เมืองกาญจน์ กับมงคลหมายเลข 3 article
โครงการท่องเที่ยว พล.ร.9 article
เจดีย์ยุทธหัตถี...อยู่ที่ไหน
ปฏิบัติธรรมวัดท่าเสด็จ article
ผจญป่าฝ่าสายน้ำที่"กาญจนบุรี" ทริปนี้เหนื่อย-เปียก แต่มันสะใจ



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล